ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าการสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้ กทม.รวบรวมข้อมูลได้ประมาณ 47 แห่ง จากการประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ ก่อนมอบหมายให้สำนักงานเขตลงพื้นที่สำรวจข้อเท็จจริงและสภาพแวดล้อมโดยรอบ
“ประเด็นที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ครอบคลุมทั้งปริมาณการใช้พลังงาน การเก็บเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ระบบไฟฟ้าสำรอง เสียง ความร้อน ตลอดจนปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญที่อาจกระทบชุมชน เพื่อรวบรวมเป็นฐานข้อมูลสำหรับบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ในภาพรวมของเมือง”
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประมาณ 47 แห่ง ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเป็นอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่หรือโครงการที่ยื่นขออนุญาตก่อสร้างในประเภทเดียวกัน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นระบบศูนย์ข้อมูลที่ติดตั้งอยู่ภายในอาคารหรือสำนักงานทั่วไป และอาจยื่นขออนุญาตอาคารตามการใช้งานหลักประเภทอื่น กทม.จึงต้องลงพื้นที่จำแนกรูปแบบ ขนาด และลักษณะการใช้งานของแต่ละแห่งให้ชัดเจน
ข้อมูลของ กทม.ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์แบบ Standalone ซึ่งยื่นขออนุญาตโดยแจ้งวัตถุประสงค์การใช้อาคารเป็นดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง มีจำนวน 6 แห่ง แบ่งเป็นโครงการที่ได้รับอนุญาตและเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา
กทม.ชะลอการพิจารณาโครงการกลุ่มหลังไว้ เพื่อรอแนวทางและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนจากหน่วยงานระดับประเทศ โดยนายชัชชาติระบุว่า แนวทางจากคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์น่าจะมีความชัดเจนขึ้นภายในประมาณ 1 เดือน
”ระหว่างรอหลักเกณฑ์กลาง กทม.จะยังคงตรวจสอบผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ใกล้ชุมชน เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ใช้ระบบทำความเย็นต่อเนื่อง และต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวมถึงเชื้อเพลิงสำรอง เพื่อรักษาการทำงานของระบบเมื่อไฟฟ้าหลักขัดข้อง“
ผู้ว่าฯ กทม.ประเมินว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ โดยทั่วไปไม่ได้เป็นโครงการระดับ Hyperscale ขนาดใหญ่เหมือนโครงการที่กระจุกตัวในจังหวัดอุตสาหกรรมรอบกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคตะวันออก โดยขนาดที่กล่าวถึงอยู่ในระดับประมาณ 20 เมกะวัตต์
แม้ขนาดอาจไม่เทียบเท่า Hyperscale แต่การตั้งอยู่ในเมืองที่มีประชากรและอาคารหนาแน่นทำให้ต้องให้ความสำคัญกับความเสี่ยงอีกชุดหนึ่ง ทั้งเสียงจากระบบทำความเย็นและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ความร้อน การขนส่งและเก็บเชื้อเพลิง ความปลอดภัยจากอัคคีภัย ตลอดจนผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าและสาธารณูปโภคในพื้นที่
ชัชชาติ ยังกล่าวถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการสำรองน้ำมันในปริมาณ 500,000 ลิตร ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2547 และอยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานด้านพลังงาน พร้อมเสนอว่า หากจะปรับปรุงหลักเกณฑ์ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินงานในปัจจุบัน
การสำรวจของ กทม.เกิดขึ้นหลังคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 โดยรัฐบาลกำหนดแนวทางสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การบูรณาการข้อมูลให้เป็นชุดเดียว การจัดระเบียบและวางกติการ่วม การออกแบบประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประเทศต้องการ และการกำหนดเกณฑ์ประเมินประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม
คณะกรรมการฯ ยังเตรียมกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ หรือ Minimum Requirement เพื่อดูแลผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยพิจารณาตามบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงเชื่อมโยงการลงทุนกับพลังงานสะอาด เป้าหมาย Net Zero การพัฒนา AI การถ่ายทอดเทคโนโลยี และโอกาสที่ผู้ประกอบการไทยจะได้รับ
รัฐบาลยอมรับว่า การอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ขณะที่นิยามและสถานะทางกฎหมาย ตลอดจนมาตรฐาน Green Data Center ยังต้องพัฒนาให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยเฉพาะเมื่อโครงการเหล่านี้ใช้ไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน และสาธารณูปโภคจำนวนมาก
กระแสการจัดระเบียบเกิดขึ้นพร้อมกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ระบุว่า เฉพาะปี 2568 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ยื่นขอรับการส่งเสริมรวม 36 โครงการ มูลค่ากว่า 728,000 ล้านบาท ครอบคลุมกรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปทุมธานี ระยอง และสมุทรปราการ
ต้นปี 2569 บอร์ดบีโอไอยังอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์และ Data Hosting เพิ่มอีก 7 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 96,880 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีโครงการในกรุงเทพฯ ขนาด IT Load 25 เมกะวัตต์ มูลค่าลงทุน 8,100 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
ตัวเลขลงทุนดังกล่าวสะท้อนว่า ดาต้าเซ็นเตอร์กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ AI และ Cloud
สำหรับกรุงเทพฯ การสำรวจ 47 แห่งจึงเป็นมากกว่าการ “นับจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์” แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแยกประเภทและทำแผนที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ซ่อนอยู่ในอาคารทั่วเมือง เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตควบคู่กับความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน




