ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภาระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ร่วมกับ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ว่า วันนี้บีทีเอสได้มาหารือเรื่องกรณีค่าจ้างการติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ (E&M) ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 2 ที่ครบกำหนดชำระ ประมาณ 20,000 ล้านบาท จริงๆ แล้ว กทม. ได้เตรียมตัวอยู่แล้ว เนื่องจากที่ผ่านมากระบวนการในการดำเนินการตรงนี้มีอยู่ 2 ขั้นตอนที่ต้องไปดำเนินการต่อ คือ 1.เรื่องที่กรุงเทพธนาคม (เคที) ไปจ้างบีทีเอสเดินรถ ซึ่งขณะนั้น กทม.มอบหมายให้เคทีเป็นผู้ดำเนินการ ขั้นตอนต่อไปที่จะดำเนินการได้คือต้องให้สภากทม. อนุมัติก่อน และ เรื่องที่ 2 คือ หากจะชำระเงินก็ต้องเอาเงินที่เป็นสะสมจ่ายขาด ซึ่งสภากทม. ต้องพิจารณาเหมือนกัน ทั้ง 2 เรื่องนี้คือเรื่องที่ต้องเอาเข้าที่ประชุมสภา กทม.
ชัชชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาที่ดำเนินการไปได้มีการคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก ซึ่งคณะกรรมการวิสามัญได้ศึกษาเรื่องนี้มีการประชุมในเรื่องรายละเอียดต่างๆ แล้ว 5 ครั้ง คาดว่าเปิดการประชุมสภากทม. สมัยหน้า ก็สามารถนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภากทม.ได้ว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร ในเรื่องการชำระเงินดังกล่าว จะปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้วยความรอบคอบ
ทั้งนี้ กทม.จะดำเนินการพร้อมกันใน 2 ทาง 1.เอาเรื่องเข้าสภากทม. เกี่ยวกับการชำระหนี้คาดว่าสมัยการประชุมนี้น่าจะพร้อม เนื่องจากศึกษากันมาพอสมควร 2.ติดตามเร่งรัดทางรัฐบาลอีกทางหนึ่ง จริงๆ แล้วเราทำหนังสือไปถึงกระทรวงมหาดไทยใน หลายประเด็น ประเด็นแรก อยากให้การสนับสนุนจากรัฐบาลสําหรับโครงสร้างพื้นฐานกับค่าติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ (E&M) เนื่องจากเมื่อครั้งที่ ม.44 มอบหมายให้กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ได้ให้ค่าใช้จ่ายมาด้วย เรื่องที่ 2 คือ เรื่องที่ค้างอยู่ตาม ม.44 จริงๆ แล้วตัวมูลหนี้ของ E&M อยู่ในเงื่อนไขสัญญาสัมปทานใหม่ที่เราส่งไปให้มหาดไทยเพื่อให้ค.ร.ม.พิจารณามติมูลหนี้ ถ้าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จะถูกหักลบด้วยสัญญาสัมปทาน ซึ่งตอนนี้เรื่องยังค้างอยู่ใน ครม. ยังไม่มีข้อยุติ คงต้องสอบถามและเร่งรัดทาง ครม. ด้วยว่าจะพิจารณาอย่างไร
“เราก็เห็นใจทางเอกชนเพราะมีภาระหนี้ที่เยอะ บีทีเอสก็เป็นตัวสำคัญที่ช่วยบรรเทาเรื่องการเดินทางเพราะมีคนใช้เกือบหนึ่งล้านคนต่อวัน แต่ว่าเป็นระเบียบปฏิบัติที่การใช้เงินของราชการจะต้องมีกระบวนการในการอนุมัติที่ถูกต้อง ซึ่งทั้งฝ่ายบริหารกับทางสภากทม. ก็เข้ามาหลังจากที่มีการดำเนินการไปแล้วนั้นทำอย่างไรให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามในกรอบระเบียบที่กำหนด ก็ขอความเข้าใจจากทางบริษัทด้วย” ชัชชาติ กล่าว
คีรี กล่าวว่า วันนี้ได้เข้ามาคุยเป็นครั้งแรกเป็นการคุยเพื่อเข้าใจกันมากขึ้น มี 2 ส่วน คือ E&M ได้ติดตั้งเรียบร้อย ได้เปิดใช้แล้ว และมีการเซ็นรับเรียบร้อย ถึงเวลาต้องชำระ ก็ขอบคุณผู้ว่าฯ ที่จะพยายามนำเข้าสภากทม.ที่จะเปิดประขุมต้นเดือนหน้านี้ เพื่อขออนุมัตินำเงินมาจ่าย ก็ทำให้บริษัทมีความมั่นใจขึ้น ว่าจะประมาณเวลาที่จะได้รับเงินก้อนนี้เข้ามาก่อน เมื่อถึงเวลานั้นเชื่อว่าจะเป็นเงิน 2 หมื่นล้านซึ่งเป็นเงินที่ก้อนใหญ่มากสำหรับบริษัทเรา และอีกส่วนคือการจ้างเดินรถ ที่ค้างอยู่ตาม ม.44 ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่อีก 3 หมื่นกว่าล้าน ถ้ารัฐบาลรักษาการจะทำได้ก็ทำ ถ้าทำไม่ได้จะรอรัฐบาลหน้า ก็ให้รัฐบาลหน้ามาทำ
ชัชชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาที่ดำเนินการไปได้มีการคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก ซึ่งคณะกรรมการวิสามัญได้ศึกษาเรื่องนี้มีการประชุมในเรื่องรายละเอียดต่างๆ แล้ว 5 ครั้ง คาดว่าเปิดการประชุมสภากทม. สมัยหน้า ก็สามารถนำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภากทม.ได้ว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร ในเรื่องการชำระเงินดังกล่าว จะปฏิบัติตามเงื่อนไขสัญญาอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ด้วยความรอบคอบ
ทั้งนี้ กทม.จะดำเนินการพร้อมกันใน 2 ทาง 1.เอาเรื่องเข้าสภากทม. เกี่ยวกับการชำระหนี้คาดว่าสมัยการประชุมนี้น่าจะพร้อม เนื่องจากศึกษากันมาพอสมควร 2.ติดตามเร่งรัดทางรัฐบาลอีกทางหนึ่ง จริงๆ แล้วเราทำหนังสือไปถึงกระทรวงมหาดไทยใน หลายประเด็น ประเด็นแรก อยากให้การสนับสนุนจากรัฐบาลสําหรับโครงสร้างพื้นฐานกับค่าติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณ (E&M) เนื่องจากเมื่อครั้งที่ ม.44 มอบหมายให้กรุงเทพมหานครเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ได้ให้ค่าใช้จ่ายมาด้วย เรื่องที่ 2 คือ เรื่องที่ค้างอยู่ตาม ม.44 จริงๆ แล้วตัวมูลหนี้ของ E&M อยู่ในเงื่อนไขสัญญาสัมปทานใหม่ที่เราส่งไปให้มหาดไทยเพื่อให้ค.ร.ม.พิจารณามติมูลหนี้ ถ้าเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ จะถูกหักลบด้วยสัญญาสัมปทาน ซึ่งตอนนี้เรื่องยังค้างอยู่ใน ครม. ยังไม่มีข้อยุติ คงต้องสอบถามและเร่งรัดทาง ครม. ด้วยว่าจะพิจารณาอย่างไร
“เราก็เห็นใจทางเอกชนเพราะมีภาระหนี้ที่เยอะ บีทีเอสก็เป็นตัวสำคัญที่ช่วยบรรเทาเรื่องการเดินทางเพราะมีคนใช้เกือบหนึ่งล้านคนต่อวัน แต่ว่าเป็นระเบียบปฏิบัติที่การใช้เงินของราชการจะต้องมีกระบวนการในการอนุมัติที่ถูกต้อง ซึ่งทั้งฝ่ายบริหารกับทางสภากทม. ก็เข้ามาหลังจากที่มีการดำเนินการไปแล้วนั้นทำอย่างไรให้ทุกอย่างมันเป็นไปตามในกรอบระเบียบที่กำหนด ก็ขอความเข้าใจจากทางบริษัทด้วย” ชัชชาติ กล่าว
คีรี กล่าวว่า วันนี้ได้เข้ามาคุยเป็นครั้งแรกเป็นการคุยเพื่อเข้าใจกันมากขึ้น มี 2 ส่วน คือ E&M ได้ติดตั้งเรียบร้อย ได้เปิดใช้แล้ว และมีการเซ็นรับเรียบร้อย ถึงเวลาต้องชำระ ก็ขอบคุณผู้ว่าฯ ที่จะพยายามนำเข้าสภากทม.ที่จะเปิดประขุมต้นเดือนหน้านี้ เพื่อขออนุมัตินำเงินมาจ่าย ก็ทำให้บริษัทมีความมั่นใจขึ้น ว่าจะประมาณเวลาที่จะได้รับเงินก้อนนี้เข้ามาก่อน เมื่อถึงเวลานั้นเชื่อว่าจะเป็นเงิน 2 หมื่นล้านซึ่งเป็นเงินที่ก้อนใหญ่มากสำหรับบริษัทเรา และอีกส่วนคือการจ้างเดินรถ ที่ค้างอยู่ตาม ม.44 ซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่อีก 3 หมื่นกว่าล้าน ถ้ารัฐบาลรักษาการจะทำได้ก็ทำ ถ้าทำไม่ได้จะรอรัฐบาลหน้า ก็ให้รัฐบาลหน้ามาทำ



