ปัญหาหมอกควันและฝุ่น PM 2.5 เป็นสิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่เผชิญในทุกปี แม้ว่าในตอนนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูฝุ่น แต่ถือเป็นช่วงสำคัญที่ต้องมีการหารือวางแผนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้ดีกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งภาคส่วนต่างๆ อยากให้ปัญหาดังกล่าวลดลงให้ได้มากที่สุด เช่น ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหวังว่าในปี 2569 การท่องเที่ยวจะคึกคัก สืบเนื่องจากอานิสงส์ช่วงเทศกาลลอยกระทง หรืองานประเพณียี่เป็งเชียงใหม่ที่ผ่านมา ที่ได้รับเสียงตอบรับจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็นอย่างดี นับว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีมาก จึงไม่อยากจะให้ปัญหาฝุ่นควัน ไฟป่า เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการทำลายสิ่งที่พยายามสร้างมาตลอดทั้งปี
ในห้วงเดือนพฤศจิกายนนี้ หลายภาคส่วนได้มีการประชุมวางแผนเตรียมรับมือฤดูฝุ่นที่กำลังจะมาถึง โดยภาคเกษตรกรและนักวิชาการ ได้พูดคุยถึงภัยที่คุกคามต่อสุขภาพของประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตที่จะมีฝุ่นหนาแน่น ในหลายพื้นที่ของประเทศต้องเผชิญกับระดับค่าฝุ่นที่สูงเกินมาตรฐาน จนส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

รองศาสตราจารย์ ดร.สมพร จันทะ หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวให้ข้อมูลว่า ภาคเหนือของประเทศไทย มีปัจจัยหลักๆ ในการทำให้เกิดมลพิษทางอากาศก็คือ ปัจจัยทางภูมิประเทศเช่นเชียงใหม่ที่เป็นเมืองในเป็นแอ่งกระทะมีภูเขารอบรอบทำให้เป็นปัจจัยส่งเสริมให้มลพิษทางอากาศถูกกักตัวไว้ได้นาน
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางอุตุนิยมวิทยา เพราะสถานการณ์มักจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าแล้ง มีเรื่องของความกดอากาศที่มาครอบเมือง กดไม่ให้มลพิษทางอากาศระบาย หรือลอยออกไป และปัจจัยเรื่องแหล่งกำเนิด ซึ่งแตกต่างจากสองปัจจัยแรกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่แหล่งกำเนิดเป็นปัจจัยที่สามารถควบคุมได้ คือ กิจกรรมของมนุษย์ เช่นการเผา ถ้าสามารถควบคุมได้ก็จะลดความรุนแรงของปัญหาลง

“โดยส่วนใหญ่ในภาคเหนือจะเกิดจากการเผาในที่โล่งอย่างไฟป่าที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ การเผาในภาคการเกษตร และการเผาในชุมชน การเคลื่อนที่ของอากาศก็ที่มาจากฝั่งตะวันตกเป็นหลักในช่วงฤดูหมอกควัน ทำให้เมื่อประเทศเพื่อนบ้านมีการเผาก็จะส่งผลต่อคุณภาพอากาศของบ้านเราด้วย”
“จากการวิเคราะห์แหล่งกำเนิดของฝุ่น ได้ข้อมูลว่าแหล่งกำเนิดหลักของมลพิษทางอากาศในเมืองเชียงใหม่คือการเผาชีวมวลในฤดูแล้งและการจราจรในเขตเมือง ซึ่งในแต่ละปีสัดส่วนของการเผาชีวมวลและการได้รับอิทธิพลจากมลพิษข้ามแดนก็มีอัตราอัตราส่วนที่แตกต่างกัน” รศ.ดร.สมพรกล่าว


ขณะที่ ลาวัณย์ อุ่นจัน หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ในปี 2568 - 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร ได้แก่ 1.การเฝ้าระวังสร้างการรับรู้และป้องกันปราบปรามการเผา 2.การบริหารจัดการการเผาและการบริหารจัดการเศษวัสดุ และ 3.การส่งเสริมการเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร
“โดยการ Re-Habit เป็นการปรับเปลี่ยนนิสัยหรือพฤติกรรมโดยการ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่นการไถกลบ นำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไปแปรรูปให้เกิดประโยชน์”
“Replace with high value crops เป็นการปรับเปลี่ยนโดยการปลูกพืชมูลค่าสูง เป็นการให้เกษตรกรลดการปลูกพืชระยะสั้น เป็นการปลูกพืชที่ให้ราคาที่สูงขึ้น ส่วน Replace with alternate crops ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาปรังให้เป็นพื้นที่ปลูกพืชที่สร้างรายได้อื่น”
ลาวัณย์ กล่าวด้วยว่าส่วนแนวทางการดำเนินการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรระดับจังหวัดและระดับอำเภอมีการแต่งตั้งคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการระดับพื้นที่บูรณาการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแบ่งพื้นที่เป้าหมาย โดยในช่วงเร่งเฝ้าระวังต้นแบบ มีการจัดทำแผนปฏิบัติการหยุดเผาในพื้นที่ ควบคุมบังคับใช้มาตรการหยุดเผา สนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นระบบ และติดตามรายงานผลเป็นรายเดือน และรายไตรมาส นำข้อมูลไปปรับปรุงในปีต่อไป
ทั้งนี้ ได้มีเน้นย้ำกับเกษตรกรให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และประชาชน ในการสนับสนุนการทำเกษตรแบบปลอดการเผา หรือลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“เกษตรกรยุคใหม่ต้องมีการบริหารพื้นที่เกษตรของตนเองในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหากมีเศษวัสดุเกิดขึ้นอย่าคิดว่ามันเป็นผลลบ ให้มองในแง่ดีว่าเป็นผลดี เช่น การกวาดใบต้นลำไยมองกองรวมไว้ในถูกที่ถูกทางไม่เผา นอกจากจะไม่สร้างมลพิษแล้วยังเป็นปุ๋ยให้กับพื้นที่ของตนเองได้”
“อยากจะให้เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่แต่ละคนทำได้ ที่สำคัญคือจะเกิดความยั่งยืนต้องชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการสร้างการรับรู้ก็เป็นสิ่งสำคัญ แต่ผู้นำที่เกี่ยวข้องต้องมีการลงมือทำให้ประชาชนได้เห็นด้วย” ลาวัณย์ กล่าว


ด้าน วรนุช จันทร์สุริย์ นักภูมิสารสนเทศชำนาญการ GISTDA เปิดเผยว่า ข้อมูลจากดาวเทียมก็จะเป็นอีกสิ่งสำคัญที่จะนำมาช่วยวิเคราะห์วางแผนในการรับมือและแก้ไขปัญหาไฟป่า จุดความร้อน ที่เป็นอีกหนึ่งต้นตอของปัญหาฝุ่นควันได้
ซึ่งข้อมูลดาวเทียมจะเป็นข้อมูลที่มีการถ่ายภาพจากอวกาศที่มาจากดาวเทียมที่มีการติดกล้องทำให้สามารถติดตามลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินหรือว่าจุดความร้อนหรือพื้นที่เผาไหม้ได้ในทุกพื้นที่เพิ่มเติมจากหลายหลายหน่วยงานมีการติดตั้งภาคพื้นดิน ตัวดาวเทียมจะติดเซ็นเซอร์พิเศษที่สามารถจับคลื่นความร้อนได้ทำให้ทราบว่าเป็นพื้นที่เกษตรหรือว่าเป็นพื้นที่ป่าเพื่อเข้าไปดับไฟได้ถูกต้อง

“โดยปีนี้เชื่อว่าในปีนี้จะสามารถเพิ่มรอบและข้อมูลในการนำมาวิเคราะห์ให้ทันกับสถานการณ์ได้มากขึ้นซึ่งสำนักงานพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ได้มีการติดตามรับข้อมูลจากทางองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ที่มีการปล่อยดาวเทียมมากขึ้น ก็จะทำให้มีความแม่นยำในการตรวจจับจุดความร้อนได้เร็วขึ้นกว่าเดิม เช่นเรื่องจุดความร้อนมีดาวเทียมจำนวน 5 ดวง ในหนึ่งวันก็จะได้ ตรวจวัดได้10 รอบ ส่วนพื้นที่เผาไหม้จะมีจำนวน 5 ดวง จะได้รับข้อมูลในทุกๆ 5 วัน”
อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดเชียงใหม่ได้กำหนดเขตควบคุมการเผาห้ามไม่ให้มีการเผาในที่โล่งทุกชนิด ในพื้นที่ชุมชนห้ามไม่ให้มีการเผาขยะ เศษกิ่งไม้ทุกชนิด ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 พฤษภาคม 2569 หากมีผู้ฝ่าฝืนหรือปล่อยปะละเลย ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดในทุกกรณี
ทั้งนี้หากเกษตรกรที่มีความจำเป็นต้องเผาจะต้องลงทะเบียนผ่าน แอพพลิเคชัน Fire-D ก่อน เพื่อให้มีการพิจารณาการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม





