ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี กว่า 13 ล้านคน โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่มีกลุ่มผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 400,000 คน ปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้ได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามหลักเกณฑ์ ตั้งแต่ 600 บาทไปจนถึง 1,000 บาท แต่เมื่อเทียบกับค่าของชีพในปัจจุบันนั้นไม่เพียงพอ จึงมีการเรียกร้องให้มีการปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็น 1,000 บาท ถ้วนหน้า ขณะเดียวกันที่ผ่านมาเคยมีพรรคการเมืองหนึ่งที่หาเสียง โดยจะมีการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 3000 บาทล่วงหน้า

แก้วดี วงศ์กุณา ชาวจังหวัดเชียงใหม่ อายุ 77 ปี กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ได้รับเงินเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ เดือนละ 700 บาท ส่วนตัวมองว่า 700 บาทถือว่าน้อยเกินไป เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่อายุประมาณนี้จะไม่ได้ทำงานแล้ว และหากเฉลี่ยรายรับต่อวันจาก 700 บาท ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายเพียงวันละ 23 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถยังชีพได้ในยุคปัจจุบันที่ค่าของชีพสูงขึ้นอย่างมาก

“จึงอยากให้ผู้มีอำนาจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องการปรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้เพิ่มมากขึ้นสอดคล้องกับค่าของชีพในปัจจุบัน อย่างน้อย ขอให้เพิ่มเป็น 1,000 บาท หรือดีที่สุด เพิ่มเป็นเดือนละ 3,000 บาทถ้วนหน้า เฉลี่ยแล้ววันละ 100 บาท ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุได้ และช่วยลดภาระรายจ่ายของลูกหลานที่อยู่ระหว่างสร้างตัว”

ด้าน สายทอง ทำบุญ แม่ค้าขายของในตลาด อายุ 68 ปี กล่าวว่า ส่วนตัวได้รับเบี้ยยังชีพมาแล้วประมาณ 8 ปี ในอัตรา 600 บาท แม้ปัจจุบันจะยังคงค้าขาย แต่สภาพเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันนั้นถือว่ารายได้ลดลงอย่างมาก ทำให้ได้รับผลกระทบอย่างหนัก กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้มองว่า รัฐควรให้ความสำคัญกับสวัสดิการผู้สูงอายุ ทั้งการรักษาพยาบาล และ การจ่ายเบี้ยยังชีพ ที่ควรทบทวนกฎเกณฑ์ใหม่ ในการจ่ายเงินมากกว่า 600 บาท เมื่อเทียบกับ ค่าครองชีพในปัจจุบัน

“ถ้าหากมีการจ่ายค่าครองชีพในอัตราสูงสุดที่ 3,000 บาท ถ้วนหน้า นอกจากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในยุคปัจจุบันได้ ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็จะถือว่าเป็นการกระจายรายได้ สู่ชุมชนอย่างแท้จริง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ เพราะส่วนใหญ่ก็จะอุดหนุนร้านค้าในชุมชนของตัวเอง ซึ่งสะดวกในเรื่องของการเดินทางและถือว่าอุดหนุน สนับสนุน กระจายรายได้ในชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่”


ขณะที่ ดร.กมลวรรธ สุจริต อาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หากพูดถึงการจ่ายเบี้ยอย่างที่ผู้สูงอายุบ้านเรา ต้องกลับมาดู เพราะหลายจังหวัดในประเทศไทยถือว่าเข้าสู่สังคมสูงอายุแล้ว แต่การบริหารจัดการเราต้องกลับไปดูประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างประเทศญี่ปุ่น ที่มีการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมสูงอายุก่อนหน้าประเทศไทยเราพอสมควรแล้ว โดยการเก็บภาษีก่อนเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอัตราที่สูง ทำให้ประเทศเขามีเงินที่จะดูแลกลุ่มเหล่านี้ได้อยู่อย่างสบาย
แต่ถ้าเราลองวิเคราะห์ดูการอัดเงินเข้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุจำนวนมากนั้นไม่ตอบโจทย์เท่าที่เราเห็นข่าวเกี่ยวกับ ผู้สูงอายุบางส่วนขาดการเห็นคุณค่าในตัวเอง และนำเงินที่ได้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยเฉพาะการดื่มสุราของมึนเมา ขณะที่บางคนขาดแรงบันดาลใจที่จะมีชีวิตอยู่เพราะไม่ได้ทำอะไร สุดท้ายแล้วจำนวนเงินได้มากหรือน้อยนั้นไม่ใช่ประเด็น

ดร.กมลวรรธ กล่าวต่อว่า ในส่วนของประเทศไทยเรา คำถามคือตัวเลขเงินแค่ไหนถึงจะพอดี ถ้าในมุมมอง 600 บาท ถือว่าไม่เพียงพอ ต่อการดำเนินชีวิตให้ได้ครบหนึ่งเดือน แต่ในประเทศไทยจะดันเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุให้สูงกว่านี้ไม่ได้มาก เพราะเราไม่มีการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า
“ทำให้เราต้องวิเคราะห์ลงไปอีกว่ากลุ่มผู้สูงอายุในปัจจุบัน ที่ นิยามคำว่า 60 ปีขึ้นไป ตอนนี้เราอย่าลืมว่า กลุ่มที่เป็นเบบี้บูมเมอร์นั้นหมดไปแล้ว 2-3 ปี คนที่ 60 ปีขึ้นไปจะกลายเป็นคนเจนเอ็กซ์ ที่ทำงานมาแล้วประมาณ 30 ถึง 40 ปี กลุ่มพวกนี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่พอมีกำลังทรัพย์ และมีการเตรียมความพร้อมสำหรับในวัยเกษียณของตัวเองไว้อย่างดี และตัดกลุ่มผู้สูงอายุที่เป็นข้าราชการออกไปได้ เพราะมีสวัสดิการเงินบำเหน็จบำนาญที่ดูแลให้ได้อยู่อย่างสบายอยู่แล้ว”
ขณะเดียวกันต้องแยกอีกประเด็นหนึ่งก็คือกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่เมือง กับกลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่ชนบท กลุ่มผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่เมืองนั้น เงิน 600 หรือ 1,000 บาท แทบจะไม่มีความหมาย เพราะกลุ่มคนเหล่านี้เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีเงิน เป็นบุคคลที่ทำงานไม่ใช่ยุคเบบี้บูมเมอร์ ที่เป็นเกษตรกรหรือทำไร่ทำนาอีกต่อไปแล้ว เพราะสังคมที่เติบโตขึ้นกลุ่มผู้สูงอายุก็เปลี่ยนไป
ขณะที่ผู้สูงอายุในกลุ่มชนบทก็ยังคงมีความต้องการเงินเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุ แต่มุมมองในการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไม่ใช่การนำเงินไปให้ แต่เป็นการปูพื้นฐานให้ผู้สูงอายุรู้คุณค่าในตัวเองและมีหน้าที่การงานที่สามารถทำได้ตามช่วงวัย ซึ่งจะถือว่าเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มากกว่าการนำเงินไปให้แล้วไม่ได้ทำอะไร
ปัจจุบันเราจะเริ่มเห็นหลายๆ ธุรกิจเริ่มเห็นความสำคัญของกลุ่มผู้สูงอายุ โดยรับเข้าไปทำงานด้านการบริการที่ไม่ต้องใช้แรงงานแล้วในยุคปัจจุบัน
ปัจจุบันยังมีการจ่ายเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุเป็นรายเดือนตามช่วงอายุ ดังนี้
- อายุ 60-69 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 600 บาท/คน/เดือน
- อายุ 70-79 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 700 บาท/คน/เดือน
- อายุ 80-89 ปี จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 800 บาท/คน/เดือน
- อายุ 90 ปี ขึ้นไป จะได้รับเบี้ยยังชีพ อัตรา 1,000 บาท/คน/เดือน
จากการสำรวจข้อมูลประชากรในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ปี 2567 จังหวัดเชียงใหม่ มีประชากรจำนวน 1,797,075 คน เป็นผู้สูงอายุ จำนวน 409,458 คน คิดเป็นร้อยละ 22.78 ของประชากรทั้งหมด





