อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวโพดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกกว่า 1 แสน 2 หมื่นไร่ และกำลังจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนตุลาคมนี้ โดยในปีนี้คาดว่าปริมาณข้าวโพดจะเพิ่มขึ้น เพราะเกษตรกรเริ่มหันกลับมาปลูกข้าวโพดอีกครั้ง เนื่องจากพืชชนิดอื่นๆ มีราคาตกต่ำ แม้ ล่าสุดจะมีการยื่นหนังสือให้ผู้บริหารระดับสูงในการแก้ปัญหาเรื่องของราคาตกต่ำ แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้รับการตอบรับ


อุทัย บุญเทียม ประธานเครือข่ายเกษตรกรอำเภอแม่แจ่ม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายเกษตรผู้ปลูกข้าวโพดอำเภอแม่แจ่มได้ทำหนังสือผ่านนายอำเภอแม่แจ่ม ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อเสนอปัญหาและขอให้รัฐบาลหาแนวทางแก้ไขปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อย่างเร่งด่วน
“โดยได้เสนอให้ภาครัฐผลักดันนโยบายรับจำนำราคาที่คุ้มทุน ออกมาตรการชดเชยต้นทุนการผลิต ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ต่อราย และห้ามนำเข้าหรือชะลอการนำเข้าจากต่างประเทศตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 - กุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงให้มีการตรวจสอบฮั้วราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และทำการตรวจสอบสต๊อกของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วย
ขณะเดียวกันยังได้ขอให้รัฐบาลกำหนดราคาประกันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ขั้นต่ำ ณ ความชื้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 14.50 ในราคากิโลกรัมละ 12.86 บาท ณ จุดรับซื้อในพื้นที่”

ประธานเครือข่ายเกษตรกรแม่แจ่ม กล่าวด้วยว่า ขณะนี้เกษตรกรยังประสบกับปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกต่ำ ขายในราคา 4.70 บาท สวนทางกับราคาต้นทุนที่สูงถึง 12 บาท ประกอบกับได้ส่งหนังสือขอรับการช่วยเหลือจนระยะเวลาผ่านไปเกือบจะ 1 เดือนแล้วแต่ยังไม่ได้รับการประสานงานแจ้งความคืบหน้าแต่อย่างใด ถ้าหากยังไม่ได้รับการแก้ไขเรื่องของราคาก็อาจจะมีการยกระดับการเรียกร้องรวมถึงพิจารณาเรื่องของการเก็บเกี่ยวผลผลิต เพราะในราคารับซื้อปัจจุบันนั้นถือว่าขาดทุนอย่างหนัก พร้อมระดมกลุ่มเกษตรจาก 8 จังหวัดภาคเหนือ ยกระดับการชุมนุมให้ใหญ่ยิ่งขึ้น
ด้าน ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ (ผู้ว่าฯเชียงใหม่) กล่าวว่า ล่าสุดได้รับทราบถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มีแหล่งปลูกขนาดใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ตนยินดีรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรชาวอำเภอแม่แจ่ม และจะเร่งประสานงาน นำข้อเสนอทั้งหมดที่ทางเกษตรกรได้เสนอมานี้จะถูกนำเรื่องส่งไปยังผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการตัดสินใจได้พิจารณาให้การช่วยเหลือต่อไป

“ส่วนในระดับพื้นที่หากมีสิ่งไหนที่เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด ก็พร้อมที่จะตัดสินใจทันที และพร้อมเป็นคนกลางในการประสานงานกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหา กับหน่วยงานที่เกี่ยงข้องโดยตรง ทั้งเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ และ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ ถึงแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไป”

ขณะที่ สมเกียรติ มีธรรม ผู้อำนวยการสถาบันอ้อผญา (องค์กรสาธารณประโยชน์) และอดีตผู้ประสานงานแม่แจ่มโมเดลพลัส เปิดเผยว่า ในการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรไทยไม่เคยมีอำนาจเป็นของตนเองในการกำหนดราคาเมล็ดพันธุ์ ราคาปุ๋ย ราคายา ราคาเชื้อเพลิง ค่าแรง และราคาเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆทางด้านการเกษตร ที่ซ้ำร้ายกว่านั้น แม้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งปลูกด้วยตนเอง ทำมากับมือตัวเอง แต่กลับไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้

“กลายเป็นว่าใครไม่รู้อยู่ที่ไหนมากำหนดราคาให้แทน ทั้งๆ ที่ไม่ใช่คนปลูก และไม่ได้เป็นเจ้าของด้วยซ้ำ
วันนี้เกษตรกรไทย ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ ต้องพึ่งนายทุนเป็นหลักในการกำหนดราคาซื้อราคาขาย กำหนดให้ปลูกอะไรไม่ปลูกอะไร กำหนดให้ใช้ปุ๋ยใช้ยาอย่างไร ซึ่งบริษัทที่เข้ามาผูกขาด ตลาดปุ๋ยยา และเมล็ดพันธุ์นั้นมีมูลค่ามหาศาล” สมเกียรติ กล่าว

จากข้อมูล 'กรมพัฒนาธุรกิจการค้า' พบว่านิติบุคคลประเภท 01191 การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 31 ราย ทุนจดทะเบียน 1,003 ล้านบาท ช่วง ม.ค. -14 ส.ค.68 จดทะเบียนเพิ่มขึ้น 10.71% ในปี 67 นิติบุคคลที่ส่งงบการเงิน 20 ราย มีรายได้รวม 306.07 ล้านบาท ลดลง 52.85%
นิติบุคคลประเภท 20121 การผลิตปุ๋ยเคมี จำนวน 971 ราย ทุนจดทะเบียน 16,453,052,554 บาท ส่งงบการเงินปี 67 จำนวน 679 ราย มีรายได้รวม 79,350.95 ล้านบาท กำไรสุทธิ 3,763.55 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น 293.92%
นิติบุคคลประเภท 20210 การผลิตยาปราบศัตรูพืชและเคมีภัณฑ์อื่นๆเพื่อการเกษตร มีจำนวน 241 ราย ทุนจดทะเบียน 5,209 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.40% ช่วงม.ค.-14 ส.ค.68 จดทะเบียนใหม่อีก 6 ราย ทุนจดทะเบียน 7 ล้านบาท รายได้รวมนิติบุคคลที่ส่งงบการเงิน 193 รายจำนวน 28,535.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.30% กำไรสุทธิ 1,458.98 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75.30%





