“300 บาทมีค่า” เสียงสะท้อนผู้ถือบัตรคนจนเชียงใหม่ ลุ้นผ่านเกณฑ์คัดกรองรอบใหม่

12 มิ.ย. 2569 - 09:37

  • ผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดเชียงใหม่แห่ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 หวังได้รับสิทธิ์มาช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัว ชี้เป็นสวัสดิการสำคัญในการช่วยประคองชีวิต

  • ขณะที่ผู้ได้รับสิทธิ์รายเดิม ต่างลุ้นให้ผ่านการคัดกรองอีกครั้ง พร้อมเผยเงินช่วยเหลือ 300 บาทต่อเดือนมีความหมายต่อการดำรงชีพ แต่ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น

  • พร้อมแสดงความคาดหวังให้รัฐบาลพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินในแต่ละเดือน 500 – 1,000 บาท และทบทวนสิทธิประโยชน์ที่คนต่างจังหวัดเข้าไม่ถึง

“300 บาทมีค่า” เสียงสะท้อนผู้ถือบัตรคนจนเชียงใหม่ ลุ้นผ่านเกณฑ์คัดกรองรอบใหม่

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เป็นความหวังสำหรับผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ ผู้พิการในการลดค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน ทำให้ได้รับความสนใจจากประชาชนจำนวนมากตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้กำลังมีการเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ประจำปี 2569 ทำให้มีประชาชนรายใหม่ต้องการเข้าร่วมโครงการนี้กันเป็นจำนวนมากเพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ งานหายาก และราคาสินค้าหลายชนิดยังอยู่ในระดับสูง

โดยตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน ที่ผ่านมาได้เริ่มเปิดระบบยืนยันสิทธิสำหรับรายเดิม ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่มีผู้ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก่อนที่จะเปิดลงทะเบียนใหม่ราว 410,515 คน และเริ่มลงพื้นที่คัดกรองสำหรับรายใหม่รวมถึงผู้ที่ตกหล่นในการครั้งที่ผ่านมาด้วย  สำหรับบรรยากาศการลงทะเบียนในหลายพื้นที่พบว่ามีทั้งผู้ที่เคยได้รับสิทธิ์เดิม ทยอยลงทะเบียนผ่านช่องทางที่ได้มีการประกาศเอาไว้ พร้อมกับความหวังว่าจะยังคงได้รับสิทธิ์ต่อเนื่อง

Chiang Mai-welfare-card-holders-voice-their-hopes-of-passing-the-new-eligibility-criteria-SPACEBAR-Photo V04.jpg
Chiang Mai-welfare-card-holders-voice-their-hopes-of-passing-the-new-eligibility-criteria-SPACEBAR-Photo V05.jpg

ผู้ที่เคยได้รับสิทธิ์ส่วนใหญ่ ได้สะท้อนความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า รอลุ้นว่าจะได้รับสิทธิ์ต่อเนื่องหรือไม่

เพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากเนื่องจากสามารถช่วยเหลือประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อยได้อย่างแท้จริง แม้ว่าจำนวนเงินที่ได้ในแต่ละเดือน 300 บาท จะไม่ได้มากนักแต่ก็เป็นการต่อลมหายใจให้คนที่ยากจนเงินจำนวน 300 บาทของเขามีค่ามากๆ ซึ่งส่วนเงินช่วยเหลือที่ได้รับสามารถนำไปใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง

Chiang Mai-welfare-card-holders-voice-their-hopes-of-passing-the-new-eligibility-criteria-SPACEBAR-Photo V01.jpg

โสภา มาธรรม ชาวเชียงใหม่ กล่าวว่า ได้เข้าร่วมโครงการนี้ตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งก็สามารถช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ส่วนใหญ่จะเลือกซื้อสินค้าที่ใช้ได้เป็นระยะเวลานานตลอดทั้งเดือนเช่น ผงซักฟอก ยาสีฟัน แม้ว่าจะได้สินค้าไม่มากแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย ซึ่งก็ต้องมีการคำนวณว่าในแต่ละเดือนต้องใช้สิทธิ์ในการซื้อสินค้าอะไรบ้างเพื่อให้คุ้มค่ามากที่สุด

โสภา กล่าวต่อว่า สำหรับเดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 ระยะเวลา 4 เดือนจะได้รับวงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติม 700 บาทต่อคนต่อเดือน จากเดิม 300 บาท รวมเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระไปได้มากเพราะสามารถซื้อของที่มีราคาสูงขึ้นได้ เช่น ข้าวสารแบบกระสอบ ที่สามารถกินได้เป็นเวลานาน

“ซึ่งหากในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะปรับจำนวนเงินของบัตรคนจนก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน”

Chiang Mai-welfare-card-holders-voice-their-hopes-of-passing-the-new-eligibility-criteria-SPACEBAR-Photo V02.jpg

ด้าน เสาวนีย์ มุนตุ้ย ชาวเชียงใหม่ เล่าว่า ได้ยืนยันสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งงรัฐรอบใหม่เรียบร้อยแล้ว คาดหวังว่าจะได้สิทธิ์เหมือนเดิม เพราะเป็นโครงการที่ช่วยให้ผู้ที่มีรายได้น้อยใช้ชีวิตในแต่ละเดือนต่อไปได้ แต่ในยุคปัจจุบันเศรษฐกิจไม่ดี ข้าวของมีราคาสูงขึ้น เงินจำนวน 300 บาทก็อาจจะทำให้แลกของได้น้อยลง

“ก็มีความหวังว่าจะมีการปรับเงินที่จะได้แต่ละเดือนให้สูงขึ้นอยู่ที่ประมาณ 500 ถึง 1,000 บาท เนื่องจากรายจ่ายมันเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ชาวบ้านที่มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ก็พยายามทำงานเพื่อให้อยู่รอด ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเพิ่มเงินได้ก็จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนรากหญ้าได้เป็นอย่างดี”

ขณะที่ อ้อยใจ คำแหง ผู้ที่ไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กล่าวว่า เคยลงทะเบียนเพื่อที่จะขอรับสิทธิ์ในรอบก่อนหน้านี้แล้ว แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเนื่องจากรายได้สูงเกินกว่าที่กำหนดไว้ที่ระบุว่าพนักงาน ลูกจ้าง ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งตนเองมีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ไม่มาก “หลักพันบาท”

Chiang Mai-welfare-card-holders-voice-their-hopes-of-passing-the-new-eligibility-criteria-SPACEBAR-Photo V03-1.jpg

อ้อยใจ กล่าวด้วยว่า หากในอนาคตสามารถปรับเกณฑ์ได้ ก็อยากจะให้อยู่ที่ไม่เกิน 120,000 บาทต่อปี และอยากให้มีการสำรวจเกี่ยวกับด้านทรัพย์สินด้วย เพราะบางอย่างก็ได้มีการขายไปแล้วแต่ข้อมูลอาจจะยังไม่อัพเดต หากสามารถทำได้ก็จะเป็นการช่วยเหลือคนจนในประเทศไทยได้

อย่างไรก็ตามจากการพูดคุยผู้ที่เคยได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในจังหวัดเชียงใหม่ ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ใช้แค่เงินจำนวน 300 บาทที่นำไปแลกของตามร้านค้าเท่านั้น แต่สิทธิประโยชน์บางอย่างก็ไม่เคยได้ใช้ อย่าง ค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน เช่น รถเมล์ รถไฟ รถไฟฟ้า บขส. และรถเอกชนที่ร่วมรายการ

“ทำให้คนในต่างจังหวัดหรือพื้นที่ชนบทใช้สิทธิ์ไม่ได้เพราะไม่มี รถไฟฟ้า และระบบขนส่งที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้ใช้สิทธิ์ส่วนนี้ได้ไม่เต็มที่”

“จึงอยากให้มีการทบทวนเปลี่ยนสิทธิ์ค่าเดินทางที่ใช้ไม่ได้เป็นเงินช่วยเหลือรูปแบบอื่น เช่น เพิ่มวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เพิ่มเงินช่วยเหลือรายเดือนสำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ห่างไกล”

Chiang Mai-welfare-card-holders-voice-their-hopes-of-passing-the-new-eligibility-criteria-SPACEBAR-Photo02-1.jpg

ด้าน หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ แสดงความคิดเห็นต่อโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า สามารถช่วยเหลือประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อยให้สามารถดำรงชีวิตในแต่ละเดือนได้ ซึ่งก็เข้าใจว่าทางรัฐบาลมีความต้องการที่จะเพิ่มจำนวนเงินให้กับประชาชนเหล่านี้ แต่การใช้จ่ายเงินของประเทศก็ต้องมีความระมัดระวังและรอบคอบในทุกด้าน ซึ่งในอนาคตก็ต้องติดตามกันว่าจะสามารถเพิ่มเงินในโครงการนี้ได้หรือไม่ เพราะมันเกี่ยวพันกับการเงินการคลังของประเทศรวมถึงเศรษฐกิจในไทยและเศรษฐกิจโลก

Chiang Mai-welfare-card-holders-voice-their-hopes-of-passing-the-new-eligibility-criteria-SPACEBAR-Photo01.jpg
Chiang Mai-welfare-card-holders-voice-their-hopes-of-passing-the-new-eligibility-criteria-SPACEBAR-Photo03.jpg
Chiang Mai-welfare-card-holders-voice-their-hopes-of-passing-the-new-eligibility-criteria-SPACEBAR-Photo04.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


“300 บาทมีค่า” เสียงสะท้อนผู้ถือบัตรคนจนเชียงใหม่ ลุ้นผ่านเกณฑ์คัดกรองรอบใหม่