เชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อ HIV จากสถิติเฉลี่ยวันละสองคน แม้บทเรียนจะสอนไว้แต่ทำไมยังป้องกันไม่ได้?

27 ก.ค. 2569 - 14:04

  • แม้เด็กไทยจะเรียนรู้เรื่อง HIV มานานกว่า 30 ปีแต่เหตุใดเชียงใหม่ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยวันละสองคน บทความนี้ชวนสำรวจว่าปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ "ความรู้" แต่อยู่ที่ช่องว่างระหว่างห้องเรียนกับชีวิตจริง

เชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อ HIV จากสถิติเฉลี่ยวันละสองคน แม้บทเรียนจะสอนไว้แต่ทำไมยังป้องกันไม่ได้?

เชียงใหม่ในสายตาของใครหลายคนคือเมืองแห่งการท่องเที่ยว เมืองมหาวิทยาลัย และจุดหมายปลายทางของผู้คนจากทั่วประเทศและทั่วโลก เมืองที่เต็มไปด้วยนักศึกษา นักท่องเที่ยว คาเฟ่ และวิถีชีวิตที่ดูผ่อนคลายกว่าหลายจังหวัดของไทย

แต่ภายใต้ภาพของเมืองสร้างสรรค์แห่งนี้ยังมีตัวเลขอีกชุดหนึ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างเงียบๆ

ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่เฉลี่ยวันละสองคน

นี่คือข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ที่ระบุว่า จังหวัดมีผู้ติดเชื้อ HIV สะสมราว 23,900 คน และยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 700 คนต่อปี หรือเฉลี่ยวันละสองคน ขณะที่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยเพิ่งเข้าสู่ระบบการรักษาในช่วงที่ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงแล้ว สะท้อนว่าพวกเขาไม่เคยรู้ว่าตัวเองติดเชื้อหรือไม่เข้ารับการตรวจจนกระทั่งเริ่มมีอาการ

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเชียงใหม่กำลังเผชิญการระบาด เพราะในฐานะเมืองใหญ่ เมืองมหาวิทยาลัย และศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคเหนือ จังหวัดแห่งนี้มีประชากรเคลื่อนย้ายเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว แต่เมื่อผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังเกิดขึ้นทุกวันคำถามที่ตามมาคือ เหตุใดการป้องกันจึงยังไม่สามารถลดตัวเลขลงได้อย่างที่ควรจะเป็น

ตัวเลขจากเชียงใหม่กำลังบอกอะไร

ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่และการรายงานของ Thai PBS ระบุว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในจังหวัดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) เหมือนภาพจำในอดีต แต่ยังพบในกลุ่มเยาวชน วัยทำงาน แรงงานข้ามชาติ และกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งมีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพแตกต่างกันโดยมีอายุอยู่ที่ระหว่าง 15 – 45 ปี

อีกด้านหนึ่งจังหวัดเชียงใหม่ยังพบผู้ป่วยที่เข้าสู่ระบบการรักษาช้าอยู่เป็นจำนวนมาก นั่นหมายความว่าคนจำนวนไม่น้อยยังไม่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อหรือไม่กล้าเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่นๆ ทั้งที่การตรวจพบเร็วและเริ่มยาต้านไวรัสได้เร็วไม่เพียงช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ยังลดโอกาสการแพร่เชื้อต่อได้อย่างมีนัยสำคัญ

ภาพเหล่านี้สะท้อนว่าปัญหาของ HIV ในปัจจุบันอาจไม่ใช่เรื่องของ "การรักษา" เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการป้องกัน การเข้าถึงบริการ และพฤติกรรมของผู้คน

ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ "หลักสูตรการศึกษา" แต่อยู่ที่ "การนำหลักสูตรไปใช้ในชีวิตจริง"

เมื่อพูดถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อ HIV หลายคนมักตั้งคำถามว่า เด็กไทยเรียนเพศศึกษามาตั้งแต่เล็ก เหตุใดจึงยังเกิดการติดเชื้อรายใหม่อย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยไม่ได้ไม่มีหลักสูตรเพศศึกษา ตรงกันข้ามแนวคิด Comprehensive Sexuality Education (CSE) หรือ เพศวิถีศึกษารอบด้านถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการศึกษามาหลายปีแล้ว โดยมีเป้าหมายให้ผู้เรียนเข้าใจทั้งเรื่องร่างกาย ความสัมพันธ์ การยินยอม (Consent) การคุมกำเนิด การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ความหลากหลายทางเพศ และการเข้าถึงบริการสุขภาพ

อย่างไรก็ตาม งานวิจัย Implementation of Comprehensive Sexuality Education in Thailand ที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMC Public Health กลับพบว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การออกแบบหลักสูตรแต่อยู่ที่สิ่งที่นักวิจัยเรียกว่า Implementation Gap หรือช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติ

การศึกษาพบว่าครูจำนวนไม่น้อยยังไม่มั่นใจในการสอนเรื่องเพศ เวลาเรียนมีจำกัด ขณะที่แรงกดดันจากผู้ปกครองและค่านิยมของสังคมทำให้หลายโรงเรียนหลีกเลี่ยงการพูดถึงประเด็นที่อ่อนไหว เช่น การยินยอม การสื่อสารกับคู่นอน การต่อรองเพื่อใช้ถุงยาง หรือการเข้าถึงบริการอย่าง PrEP และ PEP

ผลคือผู้เรียนจำนวนมากได้รับเพียงความรู้ด้านชีววิทยา รู้ว่า HIV ติดต่ออย่างไรแต่ไม่เคยได้รับการฝึกทักษะที่จะช่วยให้พวกเขาตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยเมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง

ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้

ข้อค้นพบดังกล่าวสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ระบุว่า "Information alone rarely changes behavior." การให้ข้อมูลเพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน

ในทางสาธารณสุขแนวคิด Health Belief Model อธิบายว่า การตัดสินใจป้องกันโรคไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความรู้เพียงอย่างเดียวแต่ยังขึ้นอยู่กับการรับรู้ความเสี่ยง ความเชื่อเกี่ยวกับผลกระทบของโรค อุปสรรคในการป้องกัน และความเชื่อมั่นว่าตนเองสามารถปฏิบัติได้จริง

นั่นทำให้คนที่ตอบคำถามเรื่อง HIV ได้ทุกข้ออาจยังไม่ใช้ถุงยาง หากเชื่อว่าคู่นอนของตนไม่น่ามีความเสี่ยง หรือคนที่รู้ว่าควรตรวจ HIV ก็อาจไม่กล้าเดินเข้าไปในคลินิกหากยังกังวลว่าจะถูกตีตราจากสังคม

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ความรู้เป็นเพียง "จุดเริ่มต้น" ของการป้องกันแต่ไม่ใช่ "จุดจบ"

ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนคำถาม

หลายปีที่ผ่านมาการพูดถึง HIV ในประเทศไทยมักวนเวียนอยู่กับคำถามว่า "คนรุ่นใหม่ไม่ระวังตัวหรือไม่" หรือ "เพศศึกษาควรเข้มข้นกว่านี้หรือเปล่า"

แต่ตัวเลขจากเชียงใหม่กำลังชวนให้เราตั้งคำถามใหม่

บางทีปัญหาอาจไม่ใช่ว่าเด็กไทย "ไม่รู้"

แต่คือเรายังไม่สามารถเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นทักษะในการใช้ชีวิตได้

หากเป้าหมายของเพศศึกษาคือการทำให้ผู้คนตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยในวันที่ไม่มีครู ไม่มีพ่อแม่ และไม่มีหนังสือเรียนอยู่ตรงหน้า

บทเรียนสำคัญจากเชียงใหม่อาจไม่ใช่เพียงตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยวันละสองคน

แต่คือการชี้ให้เห็นว่าการป้องกัน HIV ในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ใช่เรื่องของการสอนให้ "จำ" อีกต่อไปหากเป็นการสอนให้ "ใช้" ความรู้นั้นได้จริงในชีวิตประจำวัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์