เมื่อวันที่ 23 เม.ย.66 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุหัวข้อว่า ‘เลือกตั้งประเทศไทย 2566’ โดยมีใจความเกี่ยวกับการซื้อเสียง พร้อมเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จมีการจ่ายเงินซื้อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ชูวิทย์ อธิบายว่าการซื้อเสียงครั้งนี้ ใช้ อสม. (อาสาสมัครหมู่บ้าน) เป็น ‘ตัวกลาง’ ในการประสานงานกับชาวบ้าน ทั้งจดชื่อ และแนะนำวิธีการจ่าย ชวนให้ไปฟังปราศรัย พบปะผู้สมัคร ไปจนถึงการลงคะแนนในวันเลือกตั้ง โดยสรุปลักษณะการจ่ายเงินได้ดังนี้ 1. มัดจำด้วยวิธีการทยอยจ่าย เช่น 300 - 500 บาทต่อคน และอีกส่วนก่อนวันเลือกตั้ง 2. จ่ายเพื่อให้มาร่วมฟังนโยบายแบบวงย่อย ได้คนละ 100 - 300 บาท 3. จ่ายเพื่อให้ไปฟังปราศรัยใหญ่ 300 - 500 บาท เป็นการเกณฑ์คนมาฟังเพื่อแสดงให้ดูกำลังของพรรค และ ส.ส. 4. การเช็คจำนวนคนที่ลงคะแนน เนื่องจากในแต่ละหน่วยเลือกตั้งมีจำนวนคนไม่มาก เงินที่จ่ายให้ชาวบ้านจึงเบี้ยวยาก และ 5. การให้ไม่ได้หมายความว่าจะได้แน่นอน เพราะคู่แข่งขันอาจให้มากกว่า เช่น ตั้งเป้าให้ 1,000 ต่อหัว แต่ไปเจอคู่แข่งให้ 1,500 หรือเกทับกลับไป 2,000 ก็มี ดังนั้น หากชาวบ้านรับเงินฟรีแต่ไม่กา ไปกาให้อีกฝั่ง อย่างนี้ไม่ผิด ไปว่าชาวบ้านไม่ได้
นอกจากนี้ ชูวิทย์ ยังอ้างว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาในภาคอีสาน และภาคเหนือ ส่วนภาคกลางที่มีการต่อสู้หนัก ราคาไหลไปสูงกว่านั้น แต่ไฮไลต์อยู่ที่ภาคใต้ ราคาเฉลี่ย 2,000 ต่อหัวอย่างต่ำ โดยที่จ่ายสูงสุด คือ จังหวัดภูเก็ตราคาอยู่ที่ หัวละ 3,000 บาท พร้อมเปรียบเทียบว่า การเมืองไทย เปรียบเสมือนธุรกิจ ที่ต้องใช้เงินจ่ายค่า ‘สัมปทาน’ ในการผ่านเข้าไปสู่ระบบ ส.ส. ตามขั้นตอน
ช่วงหนึ่ง ชูวิทย์ ยังพาดพิงถึง พรรคภูมิใจไทย ว่าที่ได้ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคมในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เมื่อปี 2552 เพราะ ‘เนวิน ชิดชอบ’ ยอมหัก ‘นายเก่าทักษิณ’ ให้อภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ กระทรวงทำเงินจึงตกอยู่กับพรรคภูมิใจไทยหมด จนกระทั่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังอ่อนประสบการณ์เจรจาจัดตั้งรัฐบาล ห่วงแต่จะเป็นนายกฯ และเน้นเอาเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และเศรษฐกิจ จึงเสียกระทรวงคมนาคมไปให้พรรคภูมิใจไทย
ก่อนทิ้งท้ายว่า ใครจะเป็นนายกฯ อย่าไปห่วง ได้เป็นแค่ในนาม แจกของ ร้องเพลง ตัดริบบิ้นเหมือนที่นายกฯ ประยุทธ์ทำมา 4 ปี ผู้คุมรัฐบาลตัวจริง ยังคงเป็นพรรคหลักที่ได้จำนวน ส.ส. มากสุดอยู่ดี ใครไม่เชื่ออย่าลบหลู่ การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
ชูวิทย์ อธิบายว่าการซื้อเสียงครั้งนี้ ใช้ อสม. (อาสาสมัครหมู่บ้าน) เป็น ‘ตัวกลาง’ ในการประสานงานกับชาวบ้าน ทั้งจดชื่อ และแนะนำวิธีการจ่าย ชวนให้ไปฟังปราศรัย พบปะผู้สมัคร ไปจนถึงการลงคะแนนในวันเลือกตั้ง โดยสรุปลักษณะการจ่ายเงินได้ดังนี้ 1. มัดจำด้วยวิธีการทยอยจ่าย เช่น 300 - 500 บาทต่อคน และอีกส่วนก่อนวันเลือกตั้ง 2. จ่ายเพื่อให้มาร่วมฟังนโยบายแบบวงย่อย ได้คนละ 100 - 300 บาท 3. จ่ายเพื่อให้ไปฟังปราศรัยใหญ่ 300 - 500 บาท เป็นการเกณฑ์คนมาฟังเพื่อแสดงให้ดูกำลังของพรรค และ ส.ส. 4. การเช็คจำนวนคนที่ลงคะแนน เนื่องจากในแต่ละหน่วยเลือกตั้งมีจำนวนคนไม่มาก เงินที่จ่ายให้ชาวบ้านจึงเบี้ยวยาก และ 5. การให้ไม่ได้หมายความว่าจะได้แน่นอน เพราะคู่แข่งขันอาจให้มากกว่า เช่น ตั้งเป้าให้ 1,000 ต่อหัว แต่ไปเจอคู่แข่งให้ 1,500 หรือเกทับกลับไป 2,000 ก็มี ดังนั้น หากชาวบ้านรับเงินฟรีแต่ไม่กา ไปกาให้อีกฝั่ง อย่างนี้ไม่ผิด ไปว่าชาวบ้านไม่ได้
นอกจากนี้ ชูวิทย์ ยังอ้างว่า ราคาดังกล่าวเป็นราคาในภาคอีสาน และภาคเหนือ ส่วนภาคกลางที่มีการต่อสู้หนัก ราคาไหลไปสูงกว่านั้น แต่ไฮไลต์อยู่ที่ภาคใต้ ราคาเฉลี่ย 2,000 ต่อหัวอย่างต่ำ โดยที่จ่ายสูงสุด คือ จังหวัดภูเก็ตราคาอยู่ที่ หัวละ 3,000 บาท พร้อมเปรียบเทียบว่า การเมืองไทย เปรียบเสมือนธุรกิจ ที่ต้องใช้เงินจ่ายค่า ‘สัมปทาน’ ในการผ่านเข้าไปสู่ระบบ ส.ส. ตามขั้นตอน
ช่วงหนึ่ง ชูวิทย์ ยังพาดพิงถึง พรรคภูมิใจไทย ว่าที่ได้ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคมในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เมื่อปี 2552 เพราะ ‘เนวิน ชิดชอบ’ ยอมหัก ‘นายเก่าทักษิณ’ ให้อภิสิทธิ์ได้เป็นนายกฯ กระทรวงทำเงินจึงตกอยู่กับพรรคภูมิใจไทยหมด จนกระทั่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ยังอ่อนประสบการณ์เจรจาจัดตั้งรัฐบาล ห่วงแต่จะเป็นนายกฯ และเน้นเอาเฉพาะกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และเศรษฐกิจ จึงเสียกระทรวงคมนาคมไปให้พรรคภูมิใจไทย
ก่อนทิ้งท้ายว่า ใครจะเป็นนายกฯ อย่าไปห่วง ได้เป็นแค่ในนาม แจกของ ร้องเพลง ตัดริบบิ้นเหมือนที่นายกฯ ประยุทธ์ทำมา 4 ปี ผู้คุมรัฐบาลตัวจริง ยังคงเป็นพรรคหลักที่ได้จำนวน ส.ส. มากสุดอยู่ดี ใครไม่เชื่ออย่าลบหลู่ การเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ



