ฉาวไม่หยุดสำหรับวงการสีกากี กับ ประเด็นเรื่องทุนจีนสีเทา ที่พบว่ามีเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ร่วมกับตำรวจ 191 เรียกรับผลประโยชน์จากชาวจีน เกือบ 10 ล้านบาท ทั้งยังปล่อยตัวชาวจีน ที่เป็นผู้ต้องหาตามหมายแดงของตำรวจสากล ในคดีเกี่ยวกับแก๊งปลอมพาสปอร์ตสัญชาติหมู่เกาะมาแชลและประเทศนาอูรู
ล่าสุด ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความพร้อมเอกสารของสถานกงสุลใหญ่นาอูรู ที่ส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอความอนุเคราะห์จากดีเอสไอ ให้เข้าไปตรวจสอบบ้านพักหลังหนึ่ง
โดย ชูวิทย์ เปิดประเด็นว่า ‘ต้นเหตุ DSI ตบทรัพย์จีนสีเทา’
ใจความสำคัญ คือ บอกว่าเรื่องดังกล่าวเริ่มจาก วันที่ 9 ธันวาคม 2565 สถานกงสุลใหญ่นาอูรู ประจำประเทศไทย ส่งหนังสือให้อธิบดีดีเอสไอ ช่วยตรวจสอบ ‘บ้านพัก’ ของกงสุลใหญ่ เพราะเจ้าของบ้านที่ให้เช่า ร้องเรียนมาที่สถานกงสุลว่า “มีรถเข้าออกมาก และเป็นคนจีนเข้าออกถึงตี 3 ตี 4 รบกวนผู้พักอาศัยข้างเคียงเดือดร้อน”
แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นของสถานกงสุลใหญ่นาอูรู พบว่าบ้านหลังดังกล่าว ไม่ใช่บ้านของกงสุลใหญ่ของนาอูรู และเกรงว่าเรื่องนี้จะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงอยากขอให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง
โดย ชูวิทย์ ยังบอกว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของพวกจีนสีเทา พร้อมอธิบายพฤติกรรมของจีนเทากลุ่มนี้ ตามข้อมูลจากการตรวจสอบของสถานกงสุลใหญ่นาอูรูว่า
1. จีนสีเทาใช้รถตู้ โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน ก-59 1005 กทม. เป็นป้ายสีฟ้า ตัวอักษรสีขาว
แต่ความเป็นจริง รถประจำตำแหน่งของกงสุลใหญ่นาอูรู เป็นยี่ห้อ โตโยต้า เอสติมา แอล สีดำ ทะเบียนเดียว กันเป๊ะ พวกจีนสีเทาปลอมถึงขนาดป้ายทะเบียน แล้วไปแปะบนรถตู้อัลพาร์ดแทน
2. ตราประทับของสถานกงสุลนาอูรู บนสัญญาเช่าบ้าน ตรวจสอบแล้วไม่มีบันทึกรายงานการนำตราประทับไปใช้จีนสีเทาทำได้อยู่แล้ว แม้แต่ปลอมตราประทับของสถานกงสุล
3. ลายเซ็นบนสัญญาเช่าบ้าน เป็นการปลอมลายเซ็นของกงสุลใหญ่ที่ย้ายออกจากตำแหน่งไปแล้ว ดังนั้น ต้องทราบว่าสถานกงสุลใหญ่ขอให้อธิบดี DSI ช่วยตรวจสอบบ้านหลังนี้ ว่ามีใครมาสวมรอยเช่า? แต่เจ้าหน้าที่ DSI ชุดปฎิบัติการ ดันทำตัว ‘นอกคอก’ เสียเอง เห็นเงินแล้วตาลุกวาว เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า พวกจีนสีเทาอ้างไปหมด ปลอมได้ทุกอย่าง และพร้อมยอมจ่ายเต็มที่เพื่อหลุดรอดคดี
ท่านอธิบดี DSI จึงไม่ทราบว่าลับหลังท่าน เจ้าหน้าที่ DSI ไปร่วมมือกับตำรวจ 191 ตีกินเสียอิ่ม โดยที่ท่านไม่รู้เรื่อง เหมือนส่งอ้อยเข้าปากช้างแท้ๆ
ล่าสุด ‘ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์’ โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความพร้อมเอกสารของสถานกงสุลใหญ่นาอูรู ที่ส่งถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อขอความอนุเคราะห์จากดีเอสไอ ให้เข้าไปตรวจสอบบ้านพักหลังหนึ่ง
โดย ชูวิทย์ เปิดประเด็นว่า ‘ต้นเหตุ DSI ตบทรัพย์จีนสีเทา’
ใจความสำคัญ คือ บอกว่าเรื่องดังกล่าวเริ่มจาก วันที่ 9 ธันวาคม 2565 สถานกงสุลใหญ่นาอูรู ประจำประเทศไทย ส่งหนังสือให้อธิบดีดีเอสไอ ช่วยตรวจสอบ ‘บ้านพัก’ ของกงสุลใหญ่ เพราะเจ้าของบ้านที่ให้เช่า ร้องเรียนมาที่สถานกงสุลว่า “มีรถเข้าออกมาก และเป็นคนจีนเข้าออกถึงตี 3 ตี 4 รบกวนผู้พักอาศัยข้างเคียงเดือดร้อน”
แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นของสถานกงสุลใหญ่นาอูรู พบว่าบ้านหลังดังกล่าว ไม่ใช่บ้านของกงสุลใหญ่ของนาอูรู และเกรงว่าเรื่องนี้จะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงอยากขอให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง
โดย ชูวิทย์ ยังบอกว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นของพวกจีนสีเทา พร้อมอธิบายพฤติกรรมของจีนเทากลุ่มนี้ ตามข้อมูลจากการตรวจสอบของสถานกงสุลใหญ่นาอูรูว่า
1. จีนสีเทาใช้รถตู้ โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน ก-59 1005 กทม. เป็นป้ายสีฟ้า ตัวอักษรสีขาว
แต่ความเป็นจริง รถประจำตำแหน่งของกงสุลใหญ่นาอูรู เป็นยี่ห้อ โตโยต้า เอสติมา แอล สีดำ ทะเบียนเดียว กันเป๊ะ พวกจีนสีเทาปลอมถึงขนาดป้ายทะเบียน แล้วไปแปะบนรถตู้อัลพาร์ดแทน
2. ตราประทับของสถานกงสุลนาอูรู บนสัญญาเช่าบ้าน ตรวจสอบแล้วไม่มีบันทึกรายงานการนำตราประทับไปใช้จีนสีเทาทำได้อยู่แล้ว แม้แต่ปลอมตราประทับของสถานกงสุล
3. ลายเซ็นบนสัญญาเช่าบ้าน เป็นการปลอมลายเซ็นของกงสุลใหญ่ที่ย้ายออกจากตำแหน่งไปแล้ว ดังนั้น ต้องทราบว่าสถานกงสุลใหญ่ขอให้อธิบดี DSI ช่วยตรวจสอบบ้านหลังนี้ ว่ามีใครมาสวมรอยเช่า? แต่เจ้าหน้าที่ DSI ชุดปฎิบัติการ ดันทำตัว ‘นอกคอก’ เสียเอง เห็นเงินแล้วตาลุกวาว เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า พวกจีนสีเทาอ้างไปหมด ปลอมได้ทุกอย่าง และพร้อมยอมจ่ายเต็มที่เพื่อหลุดรอดคดี
ท่านอธิบดี DSI จึงไม่ทราบว่าลับหลังท่าน เจ้าหน้าที่ DSI ไปร่วมมือกับตำรวจ 191 ตีกินเสียอิ่ม โดยที่ท่านไม่รู้เรื่อง เหมือนส่งอ้อยเข้าปากช้างแท้ๆ





