ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหา หลังทำเนียนสวมเครื่องแบบตำรวจวิดีโอคอล หลอกเหยื่อโอนเงิน มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท โดยผู้ต้องหาในคดีนี้มี 2 ราย ประกอบด้วย
- นายรามิลฯ อายุ 31 ปี ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น
- นายธนาวุฒิฯ อายุ 28 ปี ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น ,ร่วมกันโดยหลอกลวงนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ , สมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน


โดยพฤติการณ์ สืบเนื่องจากตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.1 บก.ปอท. ได้รับการร้องทุกข์จากผู้เสียหายว่า มีคนร้ายแต่งกายเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจวิดีโอคอลมาข่มขู่ผู้เสียหาย โดยแจ้งกับผู้เสียหายว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และคดียาเสพติด พร้อมส่งเอกสารปลอมต่างๆ มาให้ผู้เสียหายดูจนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัว และหลงเชื่อว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง ต่อมาคนร้ายจึงได้หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้ามาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปยังบัญชีคนร้ายรวมเป็นเงินมูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อจับกุมกลุ่มผู้กระทำความผิด เพื่อดำเนินการกวาดล้างขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูล จากระบบแจ้งความออนไลน์และฐานข้อมูลพบว่า มีผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันนี้มากถึง 163 เคส เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเร่งรัดดำเนินการสืบสวนอย่างต่อเนื่อง
ต่อมาวันที่ 30 ม.ค. 68 ตำรวจสามารถจับกุม นายรามิล ได้ที่บ้านพัก ใน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ทำหน้าที่เป็นสาย 1 ในการติดต่อเหยื่อจากระบบ Sim Box ที่มีการเซ็ตระบบไว้ โดยเขาจะได้รับข้อมูลของเหยื่อ จากนั้นต้องพูดตามสคริปที่บอสชาวจีน และคนคุมงานซึ่งเป็นคนไทยส่งมาให้ เมื่อผู้ต้องหาพูดชักจูงเหยื่อจนเหยื่อเริ่มหลงเชื่อแล้ว จากนั้นจะส่งต่อไปให้กับสาย 2 เพื่อดำเนินการต่อ
ต่อมาในวันที่ 2 ก.พ. 68 ตำรวจชุดสามารถจับกุม นายธนาวุฒิ ได้ที่บ้านพัก อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ ให้การว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการของเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำหน้าที่แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจวิดีโอคอลเพื่อหลอกลวงเหยื่อจริง
นอกจากนี้ ผู้ต้องหายังยอมรับว่า ได้แต่งตัวเป็นตำรวจและวิดีโอคอลไปหลอกลวงผู้เสียหายอีกหลายราย รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย
ทั้งนี้ ผู้ต้องหาให้การว่า ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เขาทำงานให้อยู่ มีคนควบคุมทั้งคนไทยและคนจีน และมีคิดสคริปต์ในการหลอกเหยื่อ เพื่อให้เป็นไปตามบทที่วางไว้โดย หากไม่ปฏิบัติตาม หรือต่อต้านจะถูกทำร้ายร่างกาย แต่ถ้าสามารถหลอกจนเหยื่อหลงเชื่อและโอนเงินมาให้ได้ จะได้รับส่วนแบ่งจากมูลค่าที่หลอกลวงเหยื่อ





