กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้เปิดเผยถึง การขยายผลการจับกุม ‘พระอาจารย์คม’ หรือ ‘ทิดคม’ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าธรรมคีรี กับพวก ที่ก่อเหตุยักยอกเงินบริจาควัด มูลค่ากว่า 180 ล้านบาท
โดยตำรวจสามารถจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องได้อีก 6 คน โดยทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันรับของโจร
สำหรับของกลางตรวจยึดในคดีนี้ ประกอบด้วย
ภายหลังการจับกุม กองบังคับการปราบปราม ได้สืบสวนขยายผลเพิ่มเติม จนทราบข้อมูลสำคัญจาก นายวุฒิมา หนึ่งในผู้ต้องหาคดียักยอกเงินวัด ให้การว่าตัวเองได้นำเงินของวัดจำนวน 9 ล้านบาท ไปซื้อทองคำตามคำสั่งของพระอาจารย์คม มาเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟภายในกุฏิของนายวุฒิมา
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พ.ค.66 เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวัดป่าธรรมคีรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบภายในกุฏิของนายวุฒิมาฯ พบว่าทองคำตามที่ นายวุฒิมา ให้การไว้ข้างต้นได้หายไป
จนกระทั่งทราบว่ามีขบวนการช่วยเหลืออดีตพระอาจารย์คม เป็น พระสงฆ์ จำนวน 5 รูป และนายบุญศักดิ์ ( คนขับรถของวัด ) ช่วยกันขนย้ายทองคำแท่งและทรัพย์สินต่างๆ ขนใส่รถตู้ก่อนจะนำทรัพย์สินไปซุกซ่อนที่ภายนอกวัด เมื่อทราบข้อมูลดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนให้กลุ่มผู้ช่วยเหลืออดีตพระอาจารย์คม นำเอาทองคำ และทรัพย์สินกลับเข้ามาในวัดอีกครั้ง ก่อนจะทำการตรวจยึดทรัพย์สินต่างๆ ไว้เป็นของกลาง รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึด คิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
จากการสืบสวนทราบว่า ก่อนที่นายคม นายวุฒิมา และน้องสาวนายคม จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม ปรากฎว่า นายคม และนายวุฒิมา ได้สั่งการให้ขบวนการนี้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากกุฏิของตนให้หมด ไปซุกซ่อนไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ภายในวัด
ต่อมาหลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และถูกควบคุมอยู่ นายคมได้ออกอุบายขอยืมโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่า ขอติดต่อญาติ ให้นำยารักษาโรคประจำตัวของของสาวมาให้ แต่นายคม ได้แอบใช้โทรศัพท์มาสั่งการให้กลุ่มขบวนการนี้
ช่วยกันทำการขนย้ายเงินสด และทองคำ ให้ขนย้ายออกไปข้างนอกวัดให้หมด ซึ่งมีทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่สามารถขนย้ายได้ทัน จึงได้นำไปขุดฝังเอาไว้ที่ภูเขาด้านหลังวัด
จากข้อมูลข้างต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลออกหมายจับ เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 6 คนมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
โดยตำรวจสามารถจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องได้อีก 6 คน โดยทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และร่วมกันรับของโจร
สำหรับของกลางตรวจยึดในคดีนี้ ประกอบด้วย
- เงินสด รวม 76,021,813 บาท
- ทองคำรูปพรรณ 920 รายการ นำหนักประมาณ 100 บาท มูลค่าประมาณ 2.8 ล้านบาท ทองคำแท่ง 46 รายการ น้ำหนักประมาณ 500 บาท มูลค่าประมาณ 16 ล้านบาท ทองคำแผ่น 540 รายการ น้ำหนักประมาณ 100 บาท มูลค่าประมาณ 3.2 ล้านบาท รวมมูลค่าประมาณ 22 ล้านบาท
- สมุดบัญชี จำนวน 30 เล่ม
- หนังสือเดินทาง จำนวน 3 เล่ม
- รถยนต์ตู้จำนวน 1 คัน
- โทรศัพท์มือถือ จำนวน 11 เครื่อง
ภายหลังการจับกุม กองบังคับการปราบปราม ได้สืบสวนขยายผลเพิ่มเติม จนทราบข้อมูลสำคัญจาก นายวุฒิมา หนึ่งในผู้ต้องหาคดียักยอกเงินวัด ให้การว่าตัวเองได้นำเงินของวัดจำนวน 9 ล้านบาท ไปซื้อทองคำตามคำสั่งของพระอาจารย์คม มาเก็บรักษาไว้ในตู้เซฟภายในกุฏิของนายวุฒิมา
ต่อมาเมื่อวันที่ 7 พ.ค.66 เวลาประมาณ 09.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินวัดป่าธรรมคีรี และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันเข้าตรวจสอบภายในกุฏิของนายวุฒิมาฯ พบว่าทองคำตามที่ นายวุฒิมา ให้การไว้ข้างต้นได้หายไป
จนกระทั่งทราบว่ามีขบวนการช่วยเหลืออดีตพระอาจารย์คม เป็น พระสงฆ์ จำนวน 5 รูป และนายบุญศักดิ์ ( คนขับรถของวัด ) ช่วยกันขนย้ายทองคำแท่งและทรัพย์สินต่างๆ ขนใส่รถตู้ก่อนจะนำทรัพย์สินไปซุกซ่อนที่ภายนอกวัด เมื่อทราบข้อมูลดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนให้กลุ่มผู้ช่วยเหลืออดีตพระอาจารย์คม นำเอาทองคำ และทรัพย์สินกลับเข้ามาในวัดอีกครั้ง ก่อนจะทำการตรวจยึดทรัพย์สินต่างๆ ไว้เป็นของกลาง รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ตรวจยึด คิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท
จากการสืบสวนทราบว่า ก่อนที่นายคม นายวุฒิมา และน้องสาวนายคม จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม ปรากฎว่า นายคม และนายวุฒิมา ได้สั่งการให้ขบวนการนี้ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากกุฏิของตนให้หมด ไปซุกซ่อนไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ภายในวัด
ต่อมาหลังจากที่ถูกเจ้าหน้าที่จับกุม และถูกควบคุมอยู่ นายคมได้ออกอุบายขอยืมโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่า ขอติดต่อญาติ ให้นำยารักษาโรคประจำตัวของของสาวมาให้ แต่นายคม ได้แอบใช้โทรศัพท์มาสั่งการให้กลุ่มขบวนการนี้
ช่วยกันทำการขนย้ายเงินสด และทองคำ ให้ขนย้ายออกไปข้างนอกวัดให้หมด ซึ่งมีทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่สามารถขนย้ายได้ทัน จึงได้นำไปขุดฝังเอาไว้ที่ภูเขาด้านหลังวัด
จากข้อมูลข้างต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลออกหมายจับ เข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 6 คนมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป






