ช่วงบ่ายวันนี้ (17 มิ.ย.) ที่กองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ จ.สงขลา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผู้บังคับการตำรวจน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าคดีเรือน้ำมันหาย หลังตำรวจสามารถไล่ล่านำเรือทั้ง 3 ลำ (เรือ เจ.พี. , เรือซีฮอร์ส และเรือดาวรุ่ง ) กลับสู่น่านน้ำไทย
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เริ่มต้นการแถลงข่าวด้วยการออกตัวยืนยันว่า ตำรวจสอบสวนกลาง ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และตำรวจสอบสวนกลางไม่มีการผูกมิตรกับ โจ้ ปัตตานี หรือ เสี่ยโจ้ พ่อค้าน้ำมันเถื่อนรายใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีนี้ และ โจ้ ปัตตานี ถือเป็นคู่ขัดแย้งกับตำรวจสอบสวนกลาง ส่วน ตำรวจน้ำสัตหีบ มีการเอื้อประโยชน์ให้กับเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างการตรวจสอบและไม่ได้ตัดประเด็นนี้ทิ้ง
สุดท้ายหากพบว่ามีตำรวจเกี่ยวข้องจริง พล.ต.ท. จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ย้ำว่าฟันไม่เลี้ยง ให้ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

ด้าน พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผู้บังคับการตำรวจน้ำ ได้แสดงความเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ยอมรับส่วนหนึ่งเป็นผลจากความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ แต่สิ่งที่จะพยายามทำต่อจากนี้คือการนำของกลางและผู้ต้องหากลับคืนมาให้ครบ
เบื้องต้นจากการสอบสวน พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ ระบุ การที่กลุ่มผู้ต้องหาพยายามเปลี่ยนสีและรูปพรรณของเรือ แสดงให้เห็นเจตนาว่าต้องการหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่และเชื่อว่าผู้ต้องหาต้องการนำเรือกลับไปใช้ใหม่ โดยน้ำมันของกลางกว่า 300,000 ลิตร ผู้ต้องยอมรับมีการจำหน่ายออกไปบ้างแล้วที่กัมพูชา ทำให้น้ำมันของกลางเหลืออยู่ไม่เท่าเดิม
พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ เชื่อว่า เดิมกลุ่มนี้ตั้งใจไปกบดานที่ประเทศกัมพูชาจนกว่าข่าวจะเงียบ แต่เมื่อถูกตรวจตราอย่างเข้มงวดที่ท่าเรือกัมพูชาจึงจำเป็นต้องออกมาจากท่าเรือก่อน
นอกจากนี้ ยังพบว่าหลังตำรวจได้ประสานขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เวียดนาม ให้ช่วยตรวจดูเรือทั้ง 3 ลำ ที่อาจมีการดัดแปลงรูปลักษณ์และสีของเรือไปแล้ว ทำให้กลุ่มผู้ต้องหาไม่สามารถนำเรือเทียบท่าได้นาน ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอบคุณทางการกัมพูชาที่ช่วยติดตามเรื่องนี้ จนทำให้ผู้ต้องหาต้องรีบนำเรือออกจากท่า และเป็นเหตุให้ทาสีเรือเสร็จไปเพียงลำเดียว

พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ ยังไล่ไทม์ไลน์การติดตามตัวผู้ต้องหากลุ่มนี้เพิ่มเติมว่า เมื่อคาดการณ์ว่าผู้ต้องหาน่าจะหลบหนีไปบริเวณน่านน้ำที่เป็น เขตเศรษฐกิจจำเพาะ (Exclusive Economic Zone - EEZ) ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนระหว่างประเทศไทย ประเทศกัมพูชา และเวียดนาม
กระทั้งวันที่ 16 มิ.ย. เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากภาคีเครือข่ายว่ามีเรือที่มีตำหนิรูปพรรณตรงกับเรือที่หายไปทั้ง 3 ลำ อยู่ห่างจากชายฝั่งสงขลา ประมาณ 90 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 166.68 กิโลเมตร (อยู่บริเวณเขต EEZ )
ต่อมาเวลา 08.00 น. ได้ส่งเรือตำรวจ จำนวน 3 ลำ ไปพิสูจน์ทราบว่าเป็นเรือของผู้ต้องหาหรือไม่ กระทั้งเวลา 16.00 น. ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ว่าเป็นเรือของกลางที่หลบหนีไป โดยพบผู้ต้องหาอยู่บนเรือทั้ง 3 ลำ 8 คน (เรือ เจ.พี. 4 คน , เรือซีฮอร์ส 3 คน และเรือดาวรุ่ง 1 คน ) จากเดิมที่มีผู้ต้องหาที่เป็นลูกเรือขึ้นเรือไปทั้งหมด 15 คน
ส่วนเหตุผลที่ไปพบว่าเรือของกลางไปโผล่บริเวณดังกล่าว เป็นเพราะมีเรือ 1 ใน 3 ลำ ที่ชื่อว่าเรือดาวรุ่งเสีย ทำให้ไม่สามารถไปไหนต่อได้ คาดว่าเรือทั้ง 3 ลำ จะถึงท่าเรือสัตหีบประมาณ 19.00 น.
ส่วนมีผู้บงการหรือเป็นการตัดสินใจของกลุ่มผู้ต้องหาต้องรอสอบปากคำผู้ต้องการก่อน ส่วนการขับเรือออกไปใช้อะไรนำทางนั้น เช่น จีพีเอสหรือดาวเทียม พล.ต.ต.พฤทธิพงศ์ จากการสอบถามลูกเรือที่ยังอยู่บอกว่าลำพังเข็มทิศอันเดียวก็เดินเรือได้แล้วถ้าเป็นคนที่เชี่ยวชาญจริงๆ ส่วนผู้ต้องหากลุ่มนี้ใช้อะไรนำทางต้องสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติมก่อนเช่นกัน

เมื่อถามว่าตอนนี้ เสี่ยโจ้ หรือ โจ้ ปัตตานี กบดานอยู่ที่ไหนและมีใครเกี่ยวข้องบ้าง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ขอชี้แจงว่า บางเรื่องเราพูดได้ บางเรื่องขอให้เจ้าหน้าที่ทำงานก่อน พร้อมขอให้เชื่อมั่นว่าคดีนี้สอบสวนกลางจะดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด และจะพยายามนำตัวเสี่่ยโจ้กลับมาดำเนินคดีให้ได้ ไม่ให้รอดสักคน!
“ ไม่ต้องกลัวนะครับตามแน่ ผมว่าบังอาจนะที่มาใช้วิธีการนี้กับผู้บังคับใช่กฎหมาย พวกเราคือผู้บังคับใช้กฎหมาย เพราะฉะนั้นในเมื่อคุณกล้าทำเราก็จะตามล่าคุณถึงที่สุดนะ ”
— พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
ส่วนข้อสงสัยว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้หายไปกับเรือได้ถึง 3-4 วัน ตำรวจมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่าตอนนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขอให้เชื่อมั่นในทีมงาน เราเหนื่อยและเราอยากได้ข้อเท็จจริง ใน 7 วันคิดว่าคงได้รับทราบความคืบหน้า ย้ำว่าเราตั้งใจจับผู้มีอิทธิพลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และขอให้เข้าใจว่าพยายามที่จะติดตามมา ส่วนน้ำมันที่หายไปเป็นเรื่องที่ต้องเอาผิดทางกฎหมายเพิ่มเติม
“ เราถูกโจรกรรมเรือไป เรือมีน้ำมันด้วย 2 อย่างนี้ น้ำมันผมว่า 2-5 ล้านบาท แต่เรือมีมูลค่าถึง 20-30 ล้านบาท เพราะฉะนั้นเราตามกลับมา เพื่อให้เห็นว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ และพวกเราเจ้าหน้าที่ที่ติดตาม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวที่ออกมาว่ามีการเคลียร์อะไรพวกนี้ ทำให้เราตกเป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาทั้งที่เรามีความจริงใจในการแก้ปัญหานี้ ”
— พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
ขณะที่ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่าตั้งแต่คดีแรกที่จับเรือบรรทุกน้ำมันเถื่อนได้ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีผู้ใดมาแสดงตัวเป็นเจ้าของน้ำมัน และเจ้าของเรือทั้ง 3 ลำ ยังไม่มีผู้ใดเข้ามาแจ้งเป็นเจ้าของ
และเมื่อช่วงเดือน มี.ค. 67 เจ้าหน้าที่ได้จับกุมเรือทั้ง 5 ลำ ที่เป็นประเด็นได้ และมีการสืบสวน จากการสอบถามลูกเรือทั้ง 28 คน ให้การแค่ว่าตัวเองเป็นแค่ลูกจ้าง และเป็นเพียงลูกเรือ ซึ่งตำรวจเชื่อมาโดยตลอดว่ามีนายทุนอยู่เบื้องหลัง กลุ่มลูกเรือทั้ง 28 คน




