กลายเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางสำหรับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) หลังจาก รักชนก ศรีนอก สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะโฆษกกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2568 ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและคุ้มค่าของการใช้งบประมาณในหลายประเด็นโดยเปิดเผยข้อมูลการไปศึกษาดูงานต่างประเทศ 6 วัน 5 คืน ใช้งบประมาณ 2.2 ล้าน สำหรับ 10 คน ค่าบัตรโดยสาร มีการเบิกเฟิร์สคลาส 160,000 บาท จำนวน 2 คน ทั้งที่ราคาตลาดต่างกันเกือบ 60,000 บาท ค่าที่พัก 16,000 บาทต่อวันต่อคืน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ‘ประกันสังคม’ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยก่อนหน้านี้สิทธิประกันสังคมถูกตั้งคำถามมาโดยตลอด เมื่อประเด็นดังกล่าวถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้หลายฝ่ายออกมาตั้งคำถามไม่ใช่เฉพาะเรื่องของการใช้งบศึกษาดูงานต่างประเทศ แต่ยังพูดถึงระบบการรักษาสุขภาพ และสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนทั่วประเทศ จำนวน 24.63 ล้านคน ว่าได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ ทั้งที่ประกันสังคมได้รับเงินจากผู้ประกันตน และได้รับเงินสมทบจากนายจ้างอีกบริหารงานนับหมื่นล้าน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองด้วยซึ่งไม่ได้จ่ายสักบาท กลับพบว่าสิทธิรักษาพยาบาลดีกว่า

ประสงค์ โลหะศาสตร์ ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนจ.ขอนแก่น กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่สังคมตั้งคำถามถึงสิทธิการรักษาของระบบประกันสังคม 1 ใน 3 ระบบประกันสุขภาพของไทย ซึ่งศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน จ.ขอนแก่น ก็ได้รับเรื่องเรียนจากผู้ประกันตนหลายประเด็น โดยปีที่ผ่านได้รับเรื่องร้องเรียนกว่า 50 เรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการย้ายสิทธิที่ล่าช้าของประกันสังคม ทำให้ผู้ประกันตนได้รับผลกระทบ ซึ่งแตกต่างจากบัตรทองที่สามารถย้ายได้และคุ้มครองทันที
ประสงค์ เปรียบเทียบระบบประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน ประกอบด้วย กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ กองทุนประกันสังคม และกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
หากเป็นบัตรทองให้ย้ายได้ปีละไม่เกิน 4 ครั้ง ย้ายสิทธิการรักษาได้ตลอดทั้งปี ย้ายวันนี้ได้รับสิทธิทันที แต่ประกันสังคมได้ย้ายเพียงแค่ปีละ1 ครั้ง คือช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม ต้องรออีก 15 วันจึงมาใช้สิทธิได้
ส่วนการย้ายสิทธิข้าราชการก็ไม่ต่างจากบัตรทอง แต่จะแตกต่างตรงที่สิทธิบัตรทองยังมีมาตรา 41 คุ้มครอง กรณีได้รับความเสียหายจากการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นแพ้การฉีดวัคซีนต้องนอนโรงพยาบาล หรือบางรายเกิดที่เสียชีวิต บัตรทองก็จะมีกองทุนเยียวยา 4 แสนบาท แต่ข้าราชการตั้งไปฟ้องร้องเอาเอง
“ส่วนสิทธิเรื่องทันตกรรมก็มีความต่างพอสมควร ในส่วนของบัตรทอง ปัจจุบันมีคลินิกเอกชนเข้ามาร่วมด้วย คนใช้สิทธิบัตรทองไม่ว่าจะเป็นคนจังหวัดไหนเพียงแค่มีบัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถให้รับบริการได้ในคลินิกที่ร่วมโครงการ ปีละไม่เกิน 3 ครั้ง สามารถอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน
แต่ถ้าหากเป็นสิทธิของข้าราชการต้องใช้ในโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลศรีนครรินทร์ ซึ่งตนเองก็ใช้สิทธิข้าราชการที่นี่ ถ้าหากต้องการอุดฟันต้องจองคิวนานถึง 3 เดือน
ส่วนประกันสังคม สามารถทำได้ปีละ 2 ครั้ง แต่มีวงเงินจำกัดแค่ 900 บาท เป็นกฎหมายเก่าตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเงิน 900 บาท ขูดหินปูนครั้งเดียวก็หมดแล้ว” ประสงค์ กล่าว
ประสงค์ เปิดเผยด้วยว่า ที่ผ่านมาผู้กันตนและภาคประชาสังคม มีการเรียกร้องให้ประกันสังคมเพิ่มวงเงินสิทธิทันตกรรมให้มากกว่านี้ และเรียกร้องเรื่องการย้ายสิทธิการรักษา ไม่ควรจำกัดแค่ปีละครั้งในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้เกิดปัญหามากที่สุดในช่วงโควิด 19 ระบาด ผู้ประกันตนทำงานอยู่กรุงเทพฯ สถานการณ์โควิดทำให้ผู้ประกันตนย้ายที่ทำงานใหม่ หรือบางคนก็ตกงานมาอยู่บ้าน แต่สิทธิรักษาพยาบาลอยู่ที่กรุงเทพฯ เมื่อเจ็บป่วยต้องจ่ายเงินรักษาเอง
อีกประเด็นที่มีการเรียกร้องคือเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 33 อยากให้ปรับระเบียบการจ่าย โดยไม่ต้องรอถึงอายุ 55 ปี อยากให้นำเงินที่ผู้ประกันตนและนายจ้างสบทบคืนให้ทั้งหมดหรือบางส่วนก่อน เพื่อจะได้นำไปทำธุรกิจ หรือใช้จ่ายอย่างอื่น ไม่ใช่แค่ชดเชยการขาดรายได้เพียง3เดือนแล้วเท่านั้น
ประสงค์ ยังแสดงความเห็นด้วยที่มีแนวคิดรวม 3 กองทุนประกันสุขภาพเข้าด้วยกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลในมาตรฐานเดียวกัน แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่ยาก ซึ่งภาคประชาสังคมและผู้ประกันตนพยายามผลักดันมาตลอด 20 ปี แต่ยังไม่สำเร็จ เพราะแต่ละกองทุนก็อยากดูแลเงินมหาศาลที่ตนเองดูแลอยู่ พอช่วงนี้เกิดประเด็นมาคนก็มองเห็นความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิการรักษาพยาบาลแทบจะเทียบบัตรทองไม่ได้เลย
“ถ้าหากอยากจะให้ประกันสังคมพัฒนาให้ดีขึ้น ต้องมีสัดส่วนผู้ประกันตนในบอร์ดฯให้มากกว่านี้ ซึ่งได้มาจากการเลือกตั้ง โดยมีวาระ 2 ปี ส่วนเรื่องงบประมาณประกันสังคม อยากให้เปิดเผย เพราะเงินหลายหมื่นล้านบาทนำไปใช้อะไรบ้าง ผู้ประกันตนควรมีสิทธิรับรู้ว่านำไปใช้อะไรบ้าง”


ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนทั้ง 3 ระบบประกันสุขภาพ เพื่อสะท้อนมุมมองถึงข้อดี ข้อเสีย และข้อเสนอแนะ ทั้งสิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ
ปัญญา ลาภประสพ อายุ 67 ปี ข้าราชการบำนาญ ยอมรับว่า สิทธิการรักษาพยาบาลของข้าราชการถือว่าดีพอสมควร เพราะไม่ได้จ่ายเงิน เมื่อก่อนต้องทำเรื่องส่วนตัว แต่ปัจจุบันไม่ต้อง ยื่นมีเพียงบัตรข้าราชการก็สามารถทำได้ ส่วนสิทธิทำฟันของราชการ ยอมรับว่าบางอย่างก็เบิกไม่ได้ บางอย่างเบิกได้ครึ่งเดียว
ปัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมีปัญหาเรื่องฟันโยก จึงใส่ฟันปลอมบนล่าง แต่ก็ได้จ่ายเพิ่มประมาณหมื่นกว่าบาท ขณะที่ภรรยาของตนไปตรวจกระดูก มีการตรวจเพิ่มเติมพิเศษนอกเหนือจากสิทธิก็มีการจ่ายเพิ่ม 3 หมื่นกว่าบาทก็เบิกไม่ได้
“ส่วนตัวก็เข้าใจว่าส่วนไหนที่พิเศษนอกเหนือจากสิทธิข้าราชการก็ต้องจ่ายเอง ส่วนประเด็นที่มีการถกเถียงให้รวมสิทธิของสามกองทุนเข้าด้วยกันเพื่อพัฒนาระบบรักษาพยาบาลไม่ไห้เกิดความเหลื่อมล้ำนั้น ไม่ขอออกความคิดเห็น เพราะแต่ละสิทธิก็มีความแตกต่างกันออกไป”

ขณะที่ ปริณดา วงศ์หนองหว้า อายุ 56 ปี ผู้ถือสิทธิบัตรทอง เปิดเผยว่า ถือสิทธิบัตรทองตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน ที่ผ่านมาเคยเข้ารักษาอาการผ่าตัดริดสีดวงจมูก และรักษาโรคทั่วไป โดยการบริการถือว่าดีไม่ต่างจากการจ่ายเงินหรือจ่ายประกัน แพทย์และพยาบาลให้บริการอย่างเท่าเทียม ไม่เคยใช้คำพูดในลักษณะเหยียดยามที่ใช้บัตรทอง อยากให้สิทธิบัตรทองอยู่คู่กับคนไทยตลอดไป โดยเฉพาะคนยากจนที่ไม่เงินจ่ายค่ารักษาแพงๆ ปัจจุบันก็ได้เห็นการพัฒนาระบบบัตรทองอย่างต่อเนื่อง จากเมื่อก่อนใช้ชื่อว่า 30 บาทรักษาทุกโรค ปัจจุบัน 30 รักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ปีนี้ 2568 บัตรทองยังได้สิทธิประโยชน์ 7 อย่าง สามารถใช้บริการฟรีคือ 1.ร้านยาใกล้บ้าน 2.คลินิกพยาบาลชุมชนอบอุ่น 3.คลินิกเทคนิคการแพทย์ชุมชนอบอุ่น 4.คลินิกกายภาพบำบัดชุมชนอบอุ่น 5.คลินิกทันตกรรมชุมชนอบอุ่น 6. คลินิกเวชกรรมชุมชนอบอุ่น และ 7.คลินิกแพทย์แผนไทยชุมชนอบอุ่น
นอกจากนี้หากผู้ถือบัตรทองมีอาการฉุกเฉิน วิกฤติสามารถเรียกรถ 1669 มารับไปโรงพยาบาลได้ด้วย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมีบริการส่งยาถึงบ้านโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล ถ้าบ้านอยู่ในเมืองจะส่งโดยไรด์เดอร์ หากอยู่ต่างจังหวัดจะส่งไปรษณีย์ 3 ได้รับยา
เช่นเดียวกับ กันหา กิจสอ อายุ 56 ปี ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาตรา 40 เปิดเผยว่า เคยอยู่ในระบบประกันสังคมทั้งมาตรา 33 มาก่อนสมัยทำงานโรงงาน แต่ปัจจุบันได้ออกจากงาน จึงหันมาส่งมาตรา 40 ก็คือบุคคลทั่วไปที่ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบ ซึ่งตนเองเลือกการจ่ายเงินสมทบ 300 บาทต่อเดือน เพราะหวังสวัสดิการของประกันสังคม ทั้งเรื่องของการคุ้มครองอุบัติเหตุ ทุพพลภาพ ชราภาพ เสียชีวิต และสงค์เคราะบุตร ส่วนการรักษาพยาบาลใช้สิทธิบัตรทอง ถือว่าดีพอสมควร

แน่นอนว่าหากพูดถึงสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างบัตรทอง รัฐบาลมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์มากมาย เพื่อบริการด้านสาธารณสุขให้กับผู้ประชาชนคนยากไร้ แต่อีกมุมหนึ่งของบุคคลากรทางการแพทย์มองว่า บัตร 30 บาทรักษาทุกโรคหรือบัตรทอง ทำให้โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง
ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สะท้อนและตั้งคำถามว่า ระบบสาธารณสุขไทยจะไปรอดหรือไม่ เพราะปัจจุบันปัญหาสาธารณสุขของประเทศไทยตอนนี้มีหลายปัญหาใหญ่ๆ เช่น ปัญหางบประมาณทั้ง 3 กองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้น งบประมาณของกองทุนบัตรทองที่มีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้สถานพยาบาลในอัตราส่วนที่น้อยลง ส่งผลให้สถานพยาบาลต่างๆ ขาดสภาพคล่องด้านการเงิน และเงินสะสมลดลงจนติดลบจำนวนมาก
“ประเด็นนี้น่าจะเกิดจากงบประมาณของ สปสช. เป็นงบปลายปิด เมื่อมีการใช้จ่ายงบประมาณในช่วงต้นปีงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก ทำให้ในช่วงปลายปีงบประมาณ เหลือเงินไม่เพียงพอ ก็มีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลลดลง”
“อีกสาเหตุหนึ่งที่สำคัญ คือ การเพิ่มสิทธิประโยชน์มากขึ้น ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น แต่งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรมานั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นไปด้วย ทำให้เกิดปัญหางบไม่เพียงพอ ทำให้ สปสช. ไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้อย่างเต็มจำนวน”

ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้การที่ สปสช. ไม่จ่ายเงินในกรณีรายการที่เรียกเก็บไม่ตรงตามกติกาที่ สปสช. กำหนด หรือ การติด C ซึ่งประเด็นนี้ก็ต้องมีการแก้ไขกันเป็นแต่ละกรณี อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมีความเห็นว่า สปสช. ควรจ่ายค่ารักษาที่โรงพยาบาลส่งเบิกมาทุกราย เพราะมีการรักษาจริง เกิดค่ารักษาพยาบาลไปแล้ว
“อย่างไรก็ตาม หากเป็นไปได้ประชาชน ภาคประชาสังคม อยากเห็นการรวม 3 กองทุนสุขภาพของไทย ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทอง กองทุนประกันสังคม และกองทุนสิทธิข้าราชการ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสิทธิการรักษาที่ดียิ่งขึ้น แต่จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา ก็มีความพยามจะรวม 3 กองทุนเข้าด้วยกัน แต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จ”




