ฟันธง! ‘เชื่อมจิต’ ไม่มีในพระไตรปิฎก

17 พ.ค. 2567 - 13:32

  • ‘พิชิต’ เรียก ‘สำนักพุทธฯ’ แถลงยืนยัน ‘เชื่อมจิต’ ไม่มีในพระไตรปิฎก

  • เปิดช่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง-ผู้เสียหาย ดำเนินคดีต่อหลัง ‘พศ.’ ไม่มีอำนาจเรียกสอบสวน พร้อมประสานทุกหน่วยงานป้องกันการเผยแพร่

connect_the_mind_17may2024_SPACEBAR_Hero_6f67cc29b0.jpg

อินทพร จั่นเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า กรณีเชื่อมจิตทางพศ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราติดตามสถานการณ์มาตั้งแต่ต้น มีทีมงานเฝ้าระวังโดยกลุ่มงานคุ้มครองพระพุทธศาสนา พศ. ทำหน้าที่รวมรวมข้อมูลต่างๆไว้แล้ว ส่วนเรื่องคำสอนมีการขอคำแนะนำจากมหาเถรสมาคม ซึ่งทางมหาเถรสมาคม แนะนำให้ พศ. ใช้สติตรวจสอบทำเรื่องดังกล่าวให้รอบคอบ เพราะละเอียดอ่อนส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ พศ.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารการกระทำที่เป็นผลกระทบต่อความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา และแม้ว่า พศ.จะไม่มีอำนาจห้าม ระงับ ยับยั้ง บุคคลที่เผยแพร่คำสอนที่ผิดเพี้ยนไปจากพระไตรปิฎก แต่เราทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี มาตลอดด้วยความรอบคอบรัดกุม และมีการยกระดับตามกระบวนการกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มีองค์กรภาคเอกชนยื่นเรื่องไปที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางแล้ว พศ.จึงต้องให้ความกระจ่างให้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องหลักธรรมคำสอนเป็นเรื่องของมหาเถรสมาคมที่จะพิจารณาว่าถูกต้องหรือไม่ หลังจากนี้จะนำเข้าให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อทราบ ซึ่งทางพศ.จะรอมติจากมหาเถรสมาคมต่อไป

เมื่อถามว่า จะต้องเชิญพ่อ แม่ และตัวเด็กมาสอบถามหรือไม่ อินทพร กล่าวว่า เราไม่มีอำนาจในการเรียกมาสอบถาม ซึ่งภารกิจของพศ.จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสงฆ์ 

ขณะที่ บุญเชิด กิตติธรางกูร ผอ.พศ.จ.ปทุมธานี ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารการกระทำที่เป็นผลกระทบต่อความมั่นคงทางพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ศรัทธาในพระพุทธศาสนามี 4 ประการ คือ 1.เชื่อว่ากรรมมีอยู่จริง 2.เชื่อผลของการกระทำ 3.เชื่อว่าคนทุกคนสัตว์ทุกประเภทมีกรรมของตนเอง และ4.ศรัทธาในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งในส่วนของการเชื่อมจิต จากการสืบหาข้อเท็จจริงจากพระไตรปิฎก ฟันธงว่าการเชื่อมจิตไม่ปรากฎในพระไตรปิฎกแต่อย่างใด และขัดหลักธรรมบทที่สอนว่าผู้ใดปฏิบัติเองย่อมรู้เองไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งความจริง ความรู้ สร้างสติ และปัญญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น พิชิต ได้สอบถามบุญเชิดว่า ตกลงการเชื่อมจิตทำได้หรือไม่ ซึ่งบุญเชิด ย้ำว่า การเชื่อมจิตไม่มีในพระไตรปิฎก แต่มีกลุ่มบุคคลพยายามจะเคียบเคียงว่า มีการเชื่อมจิต ทำให้พิชิต ถามต่อว่า กรณีเยาวชนที่อ้างการเชื่อมจิตยังไม่บรรลุนิติภาวะ ที่แสดงเรื่องราวต่างๆสู่สาธารณะเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง บุญเชิด กล่าวย้ำว่า ไม่ปรากฎในพระไตรปิฎก และถือว่าการแอบอ้างเป็นเรื่องไม่จริง และยึดตามแนวทางนิกายเถรวาทเท่านั้น 

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปเรื่องการเชื่อมจิตผิดกฎหมายหรือไม่ พิชิต กล่าวว่า ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งต้องดูว่ามีผู้เสียหายหรือไม่ รวมถึงพนักงานสอบสวนสามารถนำไปเป็นพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีทางอาญา รวมถึงองค์กรที่บังคับใช้กฎหมายจะไปตรวจสอบว่าใครเสียหายอย่างไร เพราะไม่ได้อยู่ในภารกิจของพศ. ซึ่งไม่มีอำนาจที่จะไปออกหมายเรียกได้ อย่างไรก็ตาม จะนำเรื่องที่แถลงวันนี้ไปเรียนต่อมหาเถรสมาคมในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ทั้งนี้ เรายืนยันให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย แม้วันนี้เรื่องความเชื่อความศรัทธาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่วันนี้เรามายืนยันว่าเรื่องการเชื่อมจิตนั้นไม่มี เพราะเป็นเรื่องบิดเบือนคำสั่งสอน ขอทุกฝ่ายสบายใจ หลังจากนี้จะทำทุกวิถีทาง รวมถึงใช้สื่อของรัฐในการป้องกันไม่ให้เกิดการเชื่อมจิต ทั้งนี้ ขอย้ำว่า ตนเชื่อโดยส่วนตัวว่าการเชื่อมจิตไม่มีอยู่จริง 

เมื่อถามว่า ขณะนี้น้องไนซ์ และเครือข่ายยังมีการอบรมผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย จะมีแนวทางป้องกันอย่างไร พิชิต กล่าวว่า ส่วนพร้อมที่จะประสานหน่วยงานรัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับยับยั้ง และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดต่อพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตาม วันที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น. จะมีการนัดประชุมเพื่อมอบนโยบายให้กับผอ.พศ.ทั่วประเทศ ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พุทธมณฑล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์