หลังเหตุใหญ่ทำไมคำขู่จึงตามมา? รู้จัก ‘Copycat Effect’ เมื่อความรุนแรงกลายเป็นแบบอย่าง

3 ก.ย. 2569 - 14:00

  • Copycat Effect คือปรากฏการณ์ที่เหตุการณ์ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก อาจกลายเป็นต้นแบบให้คนบางกลุ่มเลียนแบบพฤติกรรมหรือวิธีการบางอย่าง

  • สิ่งที่ถูกเลียนแบบไม่จำเป็นต้องเป็นการลงมือก่อเหตุจริง แต่อาจเป็นคำขู่ ภาพอาวุธ หรือการใช้เหตุรุนแรงสร้างความหวาดกลัว

  • งานวิจัยในสหรัฐฯ พบว่า หลังเหตุกราดยิงครั้งใหญ่จำนวนคำขู่เกี่ยวกับความรุนแรงในโรงเรียนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

หลังเหตุใหญ่ทำไมคำขู่จึงตามมา? รู้จัก ‘Copycat Effect’ เมื่อความรุนแรงกลายเป็นแบบอย่าง

หลังเหตุกราดยิงที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ประเทศไทยเผชิญข่าวเกี่ยวกับคำขู่และอาวุธในสถานศึกษาตามมาอีกหลายกรณี ล่าสุดวันที่ 2 กันยายน เกิดเหตุนักเรียน ม.3 นำปืนขนาด 9 มม. เข้าไปในโรงเรียนที่จังหวัดกำแพงเพชรและยิงคนภายในโรงเรียน ก่อนครู ตำรวจ และผู้เกี่ยวข้องจะช่วยกันควบคุมสถานการณ์ไว้ได้โดยไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต 

อีกจุดที่ถูกตั้งข้อสังเกตจากภาพผู้ก่อเหตุในครั้งนี้คือการสวมเสื้อสีดำที่มีคำว่า ‘WRATH’ ซึ่งตรงกับเสื้อที่ Dylan Klebold หนึ่งในผู้ก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยม Columbine ในสหรัฐฯ เมื่อปี 1999 สวมใส่ในวันก่อเหตุ โดยหลักฐานเกี่ยวกับ Columbine ระบุว่า Klebold สวมเสื้อยืดสีดำที่มีคำว่า ‘WRATH’ อยู่ด้านหน้า 

หากการแต่งกายดังกล่าวเป็นการอ้างอิงถึง Columbine จริงก็สะท้อนให้เห็นว่า การเลียนแบบเหตุรุนแรงอาจไม่ได้เกิดเฉพาะรูปแบบการลงมือ แต่รวมถึงภาพลักษณ์ การแต่งกาย หรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุในอดีตอีกด้วย 

แต่พฤติกรรมลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กหรือผู้ที่นำอาวุธไปก่อเหตุเท่านั้น 

ก่อนหน้านี้ โรงเรียนอนุบาลราชบุรี ต้องปรับการเรียนเป็นออนไลน์ หลังมีข้อความขู่ว่าจะก่อเหตุยิง โดยผู้ส่งข้อความทำทีว่าเป็นผู้ปกครองที่ไม่พอใจที่โรงเรียนจัดกีฬาสีตรงกับช่วงวันสารทจีน แต่เมื่อตำรวจติดตามตัวได้กลับพบว่า ผู้ส่งข้อความเป็นผู้รับผลิตเสื้อกีฬาสีที่ทำเสื้อไม่ทันจึงสร้างสถานการณ์ขู่ขึ้นมาเพื่อหวังให้โรงเรียนเลื่อนงานออกไป 

กรณีนี้น่าสนใจตรงที่ ผู้ขู่ไม่ได้มีเป้าหมายจะก่อเหตุแบบเดียวกันกับมือปืนในโรงเรียน แต่กลับหยิบ ‘การขู่กราดยิง’ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมกำลังหวาดกลัว มาใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดัน 

ตรงนี้เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Copycat Effect หรือพฤติกรรมเลียนแบบ เมื่อเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะเหตุรุนแรงที่ได้รับความสนใจอย่างมากกลายเป็นต้นแบบให้คนอื่นหยิบพฤติกรรม วิธีการ หรือรายละเอียดบางอย่างไปทำตาม 

คำว่า ‘เลียนแบบ’ จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงเห็นเหตุกราดยิงแล้วไปก่อเหตุเหมือนกันทุกขั้นตอน แต่อาจเกิดตั้งแต่ ขู่ว่าจะยิงโรงเรียน โพสต์ภาพปืน แต่งตัวเลียนแบบผู้ก่อเหตุเดิม หรือใช้คำว่ากราดยิงเพื่อให้คนอื่นหวาดกลัว เพราะเหตุใหญ่ทำให้สังคมเรียนรู้ไปแล้วว่า เพียงส่งสัญญาณบางอย่างก็สามารถสร้างความตื่นตระหนกได้ทันที 

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เคยถูกศึกษาหลังเหตุ Columbine High School งานวิจัยในสหรัฐฯ พบว่า ในรัฐเพนซิลเวเนียมีรายงานคำขู่เกี่ยวกับความรุนแรงในโรงเรียนถึง 354 ครั้งภายใน 50 วัน หลังเกิดเหตุ โดยประมาณ 56% เกิดขึ้นภายใน 10 วันแรก ซึ่งผู้วิจัยมองว่ารูปแบบดังกล่าวสอดคล้องกับกระบวนการเลียนแบบหลังเหตุที่ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้าง 

อีกงานวิจัยในสหรัฐฯ ที่ศึกษาการกราดยิงในโรงเรียนและเหตุสังหารหมู่ พบหลักฐานของลักษณะ Social Contagion หรือการแพร่กระจายของพฤติกรรม โดยหลังเกิดเหตุหนึ่งความเป็นไปได้ของเหตุลักษณะคล้ายกันอาจเพิ่มขึ้นชั่วคราวในช่วงเวลาหนึ่ง 

เหตุผลหนึ่งคือ เมื่อเหตุรุนแรงถูกพูดถึงซ้ำๆ สังคมไม่ได้จดจำเพียงว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ แต่ยังจดจำด้วยว่าผู้ก่อเหตุทำอย่างไร แต่งตัวแบบไหน ใช้คำอะไร และพฤติกรรมแบบใดสามารถสร้างความหวาดกลัวหรือเรียกความสนใจได้มากที่สุด 

แน่นอนว่าการมีคำขู่หรือเหตุเกี่ยวกับปืนเกิดขึ้นหลังเหตุใหญ่ ไม่ได้แปลว่าทุกกรณีต้องเกิดจากCopycat Effect เพราะแต่ละเหตุมีแรงจูงใจแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ควรจับตาคือ เมื่อเหตุรุนแรงกลายเป็นภาพจำของสังคม ‘กราดยิง’ อาจกลายเป็นภาษาของการข่มขู่ที่ทุกคนเข้าใจทันทีว่ารุนแรงแค่ไหน

คำถามจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า ใครกำลังเลียนแบบใคร แต่คือ เราจะทำอย่างไรไม่ให้เหตุรุนแรงหนึ่งครั้งกลายเป็นทั้งต้นแบบของการลงมือ สัญลักษณ์ที่ถูกยกมาเลียนแบบ หรือเครื่องมือสร้างความหวาดกลัวในเหตุครั้งต่อๆ ไป 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์