กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รายสัปดาห์ว่า ระหว่างวันที่ 14 – 20 พ.ค. 2566 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ รักษาในโรงพยาบาล (รายสัปดาห์) 2,632 คน เฉลี่ยวันละ 376 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตรายใหม่ (รายสัปดาห์) 64 ราย เฉลี่ยวันละ 7 ราย มีผู้ป่วยปอดอักเสบ 401 คน และผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจ 226 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วในช่วงระหว่างวันที่ 7-13 พ.ค.2566 ที่มีผู้ติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล (รายสัปดาห์) 2,356 คน เฉลี่ยวันละ 337 คน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตรายสัปดาห์ 22 ราย เฉลี่ยวันละ 2 ราย มีผู้ป่วยปอดอักเสบ 322 คน และผู้ป่วยใส่เครื่องช่วยหายใจ 163 คน
ด้าน นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนสงกรานต์แล้ว ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยเทียบเคียงลักษณะการระบาดกับโรคไข้หวัดใหญ่ คือ จะระบาดใหญ่ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว จึงคาดการณ์ไว้ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นในช่วงสงกรานต์และต่อยาวมาจนถึงช่วงเปิดเทอม และตัวเลขจะลดลงในช่วงปลายฤดูฝน ขณะเดียวกัน ยอมรับว่า ตัวเลขผู้ป่วยปอดอักเสบ และผู้ป่วยที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาพอสมควร แต่ที่ผ่านมาเคยมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงสุดต่อวันถึง 303 รายในช่วงปี 2564 แต่ตอนนี้มีผู้เสียชีวิตเพียงแค่หลักสิบต่อสัปดาห์ เพราะฉะนั้น ยังห่างอีกพอสมควร และในช่วงนั้น กังวลมากเพราะยังฉีดวัคซีนได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่มีทั้งผู้ที่เคยติดเชื้อและฉีดวัคซีนไปมากกว่า 90% แล้ว จึงค่อนข้างมั่นใจว่า ถึงแม้จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่คนที่ไม่ฉีดวัคซีนเลยและกลุ่ม 608 คือกลุ่มหลักที่มีอาการหนัก ยังไม่เคยเจอเคสคนที่เพิ่งฉีดวัคซีนมาและไม่ใช่กลุ่ม 608 ถือว่า มีน้อยมาก เพราะฉะนั้น ลักษณะของโรค ยังใกล้เคียงโอไมครอนแบบเดิมที่น่าจะอาการไม่รุนแรงโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่ม 608 ส่วนกลุ่ม 608 จำเป็นอย่างมากที่ต้องเร่งฉีดวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในตัวเอง จะได้ลดอาการป่วยหนัก และเป็นสิ่งที่รณรงค์อยู่ รวมถึงการฉีดวัคซีนคู่ทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19
เมื่อถามถึงข้อกังวลเรื่องเอฟเฟกต์ของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า บางคนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อสร้างระดับภูมิคุ้มกัน วัคซีนโควิดก็ฉีดประจำปีได้เหมือนกัน ส่วนใหญ่คนที่ฉีดมาแล้วหลายเข็ม ก็ฉีดเกินระยะเวลา 6 เดือนแล้วทั้งนั้น บางคนฉีดมาแล้ว 1 ปีกว่า ดังนั้น ก็ถึงเวลาฉีดเข็มกระตุ้นได้แล้ว ทั้งนี้ หากเคยฉีดแล้วมีอาการข้างเคียงรุนแรง ถ้าฉีดซ้ำก็อาจจะมีอาการข้างเคียงคล้ายเดิม คนที่เคยฉีดมาแล้ว ไม่มีอาการอะไรเลย แล้วยังฉีดวัคซีนยี่ห้อเดิม ก็ค่อนข้างสบายใจได้ว่า อาการจะไม่เพิ่มขึ้น เพราะคนที่ฉีด 4-7 เข็ม ผลข้างเคียงก็จะลดลงเรื่อยๆ ยกเว้นแต่เปลี่ยนยี่ห้อวัคซีน ที่อาจมีผลข้างเคียงที่แตกต่างออกไป
นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ขอให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพราะหากไม่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ ถ้าไม่ใช่กลุ่ม 608 ก็ทานยารักษาตัวเองได้ แต่ถ้าเป็น 608 ไม่ได้ฉีดวัคซีนมานานแล้ว แล้วติดเชื้อ จะต้องรีบไปรักษาเพื่อรับยาต้านไวรัสในทันที เพื่อลดอาการป่วยหนักและเสียชีวิต ฉะนั้น ในช่วง 2564 ที่เสียชีวิตจำนวนมาก เพราะยารักษายังไม่ครอบคลุม แต่ตอนนี้ มียาหลายแขนง ถือว่า ถ้าพลาดตอนฉีดวัคซีน แต่ติดเชื้อก่อน ต้องรีบเข้ากระบวนการรักษา แต่ที่สำคัญคือ ขอให้กลุ่ม 608 ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
เมื่อถามว่า จากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ ถือว่า ยังไม่ใช่ช่วงพีคใช่หรือไม่ นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ยังคงต้องติดตาม ซึ่งคาดว่า ตัวเลขน่าจะยังเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งน่าจะพีคในอีก 1-2 สัปดาห์ คือประมาณปลาย พ.ค.หรือต้น มิ.ย. แต่ย้ำว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิตแตกต่างจากช่วงแพร่ระบาดปี 2564 อย่างมาก และเชื่อว่าจะไม่เจอกับสถานการณ์เช่นนั้นอีก ถ้าเชื้อไม่ได้กลายพันธุ์รุนแรง และโอกาสที่ชื้อจะกลายพันธุ์ในเร็ววันนี้ก็คงมีไม่เยอะเช่นกัน เพราะที่ระบาดอยู่ในเวลานี้ก็แพร่อย่างรวดเร็วอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ยืนยันว่า ไม่ได้เพิ่มจนน่าตกใจเหมือนตอนปี 2564 เพียงแต่จะเห็นผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลมากขึ้น
นพ.จักรรัฐ ยอมรับว่า ก็กังวลเรื่องการแพร่ระบาดโควิด-19 ในช่วงนี้ได้ แต่ต้องป้องกันและหาทางรักษาอย่างรวดเร็ว ยืนยันว่า โควิดยังเป็นเรื่องที่ควรกังวล เพราะหากบอกว่าไม่กังวล ก็จะไม่สวมหน้ากากอนามัยเลย ไม่รีบไปรักษา ไม่ฉีดวัคซีน ก็จะทำให้แพร่ระบาดได้มากขึ้น ย้ำว่า อยากให้ทุกคนกังวล แต่ต้องมีสติรู้ว่า ต้องฉีดวัคซีนและรับยาต้านไวรัสให้ทันเวลา ตลอดจนการป้องกันตัวเองด้วย
ด้าน นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนสงกรานต์แล้ว ซึ่งเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ โดยเทียบเคียงลักษณะการระบาดกับโรคไข้หวัดใหญ่ คือ จะระบาดใหญ่ในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว จึงคาดการณ์ไว้ว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นในช่วงสงกรานต์และต่อยาวมาจนถึงช่วงเปิดเทอม และตัวเลขจะลดลงในช่วงปลายฤดูฝน ขณะเดียวกัน ยอมรับว่า ตัวเลขผู้ป่วยปอดอักเสบ และผู้ป่วยที่ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาพอสมควร แต่ที่ผ่านมาเคยมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 สูงสุดต่อวันถึง 303 รายในช่วงปี 2564 แต่ตอนนี้มีผู้เสียชีวิตเพียงแค่หลักสิบต่อสัปดาห์ เพราะฉะนั้น ยังห่างอีกพอสมควร และในช่วงนั้น กังวลมากเพราะยังฉีดวัคซีนได้ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ส่วนใหญ่มีทั้งผู้ที่เคยติดเชื้อและฉีดวัคซีนไปมากกว่า 90% แล้ว จึงค่อนข้างมั่นใจว่า ถึงแม้จะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แต่คนที่ไม่ฉีดวัคซีนเลยและกลุ่ม 608 คือกลุ่มหลักที่มีอาการหนัก ยังไม่เคยเจอเคสคนที่เพิ่งฉีดวัคซีนมาและไม่ใช่กลุ่ม 608 ถือว่า มีน้อยมาก เพราะฉะนั้น ลักษณะของโรค ยังใกล้เคียงโอไมครอนแบบเดิมที่น่าจะอาการไม่รุนแรงโดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่ม 608 ส่วนกลุ่ม 608 จำเป็นอย่างมากที่ต้องเร่งฉีดวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในตัวเอง จะได้ลดอาการป่วยหนัก และเป็นสิ่งที่รณรงค์อยู่ รวมถึงการฉีดวัคซีนคู่ทั้งไข้หวัดใหญ่และโควิด-19
เมื่อถามถึงข้อกังวลเรื่องเอฟเฟกต์ของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า บางคนฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อสร้างระดับภูมิคุ้มกัน วัคซีนโควิดก็ฉีดประจำปีได้เหมือนกัน ส่วนใหญ่คนที่ฉีดมาแล้วหลายเข็ม ก็ฉีดเกินระยะเวลา 6 เดือนแล้วทั้งนั้น บางคนฉีดมาแล้ว 1 ปีกว่า ดังนั้น ก็ถึงเวลาฉีดเข็มกระตุ้นได้แล้ว ทั้งนี้ หากเคยฉีดแล้วมีอาการข้างเคียงรุนแรง ถ้าฉีดซ้ำก็อาจจะมีอาการข้างเคียงคล้ายเดิม คนที่เคยฉีดมาแล้ว ไม่มีอาการอะไรเลย แล้วยังฉีดวัคซีนยี่ห้อเดิม ก็ค่อนข้างสบายใจได้ว่า อาการจะไม่เพิ่มขึ้น เพราะคนที่ฉีด 4-7 เข็ม ผลข้างเคียงก็จะลดลงเรื่อยๆ ยกเว้นแต่เปลี่ยนยี่ห้อวัคซีน ที่อาจมีผลข้างเคียงที่แตกต่างออกไป
นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ขอให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น เพราะหากไม่ฉีดวัคซีนแล้วติดเชื้อ ถ้าไม่ใช่กลุ่ม 608 ก็ทานยารักษาตัวเองได้ แต่ถ้าเป็น 608 ไม่ได้ฉีดวัคซีนมานานแล้ว แล้วติดเชื้อ จะต้องรีบไปรักษาเพื่อรับยาต้านไวรัสในทันที เพื่อลดอาการป่วยหนักและเสียชีวิต ฉะนั้น ในช่วง 2564 ที่เสียชีวิตจำนวนมาก เพราะยารักษายังไม่ครอบคลุม แต่ตอนนี้ มียาหลายแขนง ถือว่า ถ้าพลาดตอนฉีดวัคซีน แต่ติดเชื้อก่อน ต้องรีบเข้ากระบวนการรักษา แต่ที่สำคัญคือ ขอให้กลุ่ม 608 ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
เมื่อถามว่า จากตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์นี้ ถือว่า ยังไม่ใช่ช่วงพีคใช่หรือไม่ นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ยังคงต้องติดตาม ซึ่งคาดว่า ตัวเลขน่าจะยังเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งน่าจะพีคในอีก 1-2 สัปดาห์ คือประมาณปลาย พ.ค.หรือต้น มิ.ย. แต่ย้ำว่า ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เสียชีวิตแตกต่างจากช่วงแพร่ระบาดปี 2564 อย่างมาก และเชื่อว่าจะไม่เจอกับสถานการณ์เช่นนั้นอีก ถ้าเชื้อไม่ได้กลายพันธุ์รุนแรง และโอกาสที่ชื้อจะกลายพันธุ์ในเร็ววันนี้ก็คงมีไม่เยอะเช่นกัน เพราะที่ระบาดอยู่ในเวลานี้ก็แพร่อย่างรวดเร็วอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ยืนยันว่า ไม่ได้เพิ่มจนน่าตกใจเหมือนตอนปี 2564 เพียงแต่จะเห็นผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลมากขึ้น
นพ.จักรรัฐ ยอมรับว่า ก็กังวลเรื่องการแพร่ระบาดโควิด-19 ในช่วงนี้ได้ แต่ต้องป้องกันและหาทางรักษาอย่างรวดเร็ว ยืนยันว่า โควิดยังเป็นเรื่องที่ควรกังวล เพราะหากบอกว่าไม่กังวล ก็จะไม่สวมหน้ากากอนามัยเลย ไม่รีบไปรักษา ไม่ฉีดวัคซีน ก็จะทำให้แพร่ระบาดได้มากขึ้น ย้ำว่า อยากให้ทุกคนกังวล แต่ต้องมีสติรู้ว่า ต้องฉีดวัคซีนและรับยาต้านไวรัสให้ทันเวลา ตลอดจนการป้องกันตัวเองด้วย






