จับตา 2-3 สัปดาห์ ยอด ‘โควิด’ พุ่ง!

19 พ.ค. 2566 - 13:20

  • ‘ผอ.กองระบาดฯ’ เผย โควิดพุ่งตั้งแต่สงกรานต์ คาดช่วงพีคอีก 2-3 สัปดาห์

  • เทียบเคียงรูปแบบการระบาดโควิดคล้ายไข้หวัดใหญ่ มักพุ่งสูงหลังเปิดเทอม - ฤดูฝน

  • ชี้ สายพันธุ์ FU.1 ยังเป็นโอมิครอน เปอร์เซ็นต์เสียชีวิตลดลง เพราะทุกคนมีภูมิคุ้มกัน

  • แนะ ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่ม 608 ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

Covid19_Fu1_Bureauof_Epidemiology_Influenza_Termbegins_SPACEBAR_Thumbnail_1bcb43062f.jpeg
‘ผอ.กองระบาดฯ’ กรมควบคุมโรค เผย โควิดพุ่งตั้งแต่สงกรานต์ คาดช่วงพีคอีก 2-3 สัปดาห์ ระบุ เทียบเคียงรูปแบบการระบาดคล้ายไข้หวัดใหญ่ มักพุ่งสูงหลังเปิดเทอม - ฤดูฝน ชี้ สายพันธุ์ FU.1 ยังเป็นโอมิครอน เปอร์เซ็นต์เสียชีวิตลดลง เพราะทุกคนมีภูมิคุ้มกัน แนะ ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่ม 608 ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น 

นพ.จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สถานการณ์โควิด-19 มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นช่วงก่อนเปิดเทอมแล้ว คือเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ส่วนในช่วงนี้ที่เป็นช่วงเปิดเทอมก็คาดว่าอีก 2-3 สัปดาห์จะเป็นช่วงพีค คือประมาณปลายเดือนพฤษภาคม หรือต้นเดือนมิถุนายนที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งเราเทียบเคียงการระบาดกับโรคไข้หวัดใหญ่ ที่มักจะระบาดในช่วงหลังเปิดเทอมและช่วงฤดูฝน ซึ่งต้องติดตามการระบาดในช่วง 1-2 ปีนี้ที่น่าจะเห็นรูปแบบการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งมองว่า น่าจะใกล้เคียงกับโรคไข้หวัดใหญ่  

เมื่อถามว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่ฤดูฝนในวันที่ 22 พ.ค.นี้แล้ว จะทำให้การระบาดโควิด-19 เพิ่มขึ้นหรือไม่ นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า เรากำลังติดตามรูปแบบการระบาดอยู่ เราคาดว่าจะเหมือนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ในปีนี้ ว่าการระบาดจะเป็นอย่างไร จะได้กำหนดรูปแบบถูกว่า การระบาดของโควิดเป็นไปในลักษณะใด เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นการระบาดที่มีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องจำนวนมาก ทั้งการเปิดปิดสถานที่ต่างๆ การเดินทางของประชากรนักท่องเที่ยว ก็มีผลเยอะ แต่เวลานี้โควิดกระจายทั่วโลกไปหมดแล้ว คนติดเชื้อทั่วโลกเกือบพันล้านคนแล้ว และก็ฉีดวัคซีนโควิด-19 เป็นพันพันล้านคนแล้ว จึงเหมือนว่า บางส่วนจะเข้าสู่สมดุลของมันแล้ว เพราะฉะนั้น สถานการณ์ในปี 66-67 เราจะเห็นรูปแบบของโควิด-19 ว่าลักษณะจะแตกต่างหรือเหมือนไข้หวัดใหญ่อย่างไร เบื้องต้นการระบาดของโควิดนั้นคล้ายไข้หวัดใหญ่มาก ดังนั้นจึงคิดว่า รูปแบบน่าจะเหมือนกัน คือเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน และเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงฤดูหนาว  

นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ส่วนการปฏิบัติตัวของประชาชนในขณะนี้ ขอให้ใช้ชีวิตตามปกติ เพราะโควิดเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ไม่ใช่โรคติดต่ออันตรายแล้ว และทุกคนก็มีภูมิคุ้มกันเกิน 80% ไปแล้ว แต่ก็ยังคงให้ภูมิคุ้มกันอยู่ในระดับสูงมากพอที่จะป้องกันการป่วยหนักได้ เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ได้ติดเชื้อในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา อาจจำเป็นต้องฉีดวัคซีน และเราได้มีการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีน 1 เข็มต่อปี ฉีดไปพร้อมกับไข้หวัดใหญ่ เป็นวัคซีนคู่ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปฉีด 2 เข็ม โดยเฉพาะกลุ่ม 608 และกลุ่มเด็กเล็กที่ต้องฉีดไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว สามารถฉีดที่แขนคนละข้างได้ เหมือนเป็นวัคซีนประจำปีทั้งคู่ ซึ่งในปีนี้ เราบอกว่า อย่างน้อย 1 เข็มก่อน แต่ถ้าข้อมูลออกมา มีอะไรเปลี่ยนแปลง ก็จะมีการปรับอีกครั้งหนึ่ง 

นพ.จักรรัฐ ระบุว่า ส่วนที่หลายคนกังวลว่า ถ้าลูกติดเชื้อ แล้วจะทำมาติดปู่ย่าตายาย แล้วจะไปโรงเรียนหรือไม่นั้น ยืนยันว่า ไปโรงเรียนได้ เพราะติดเชื้อไม่ต้องปิดโรงเรียน และหลักการตอนนี้ หากผู้สูงอายุกลัวติดเชื้อ ผู้สูงอายุก็ต้องรีบไปฉีดวัคซีน ไม่ใช่ให้ลูกหลานไปฉีดวัคซีนก่อน จะได้ลดความกังวล ลูกหลานจะได้ไปโรงเรียนต่อได้ 

เมื่อถามว่า โควิดสายพันธุ์โอมิครอน FU.1 มีความรุนแรงหรือไม่ นพ.จักรรัฐ กล่าวว่า ยังเป็นโอมิครอนอยู่ ทั้งนี้ ทุกสายพันธุ์จะมีความรุนแรงในตัวเอง แต่เปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตลดลง เพราะทุกคนมีภูมิคุ้มกันในตัวเองแล้ว ถ้าสายพันธุ์เดลต้าหรืออัลฟ่ามาในตอนนี้ ผู้เสียชีวิตก็อาจไม่มากเท่าในอดีต ดังนั้น หลักการตอนนี้ ก็คือ ต้องมีภูมิคุ้มกันในตัวเพื่อลดการป่วยรุนแรง ถ้าใครที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนหรือไม่เคยติดเชื้อ รวมทั้งเป็นกลุ่ม 608 และเกิดติดเชื้อขึ้นมา จะต้องพบแพทย์ในทันที เพราะต้องรีบรับยาต้านไวรัส เนื่องจากไม่มีภูมิคุ้มกันเลย ถ้าไม่มีภูมิคุ้มกันเลย โอกาสที่จะป่วยหนักนั้นมีสูงมาก ส่วนคนวัยทำงาน ส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนกันหมดแล้ว แต่ฉีดวัคซีนไปนานแล้ว ถ้าติดเชื้อ แล้วมีอาการหอบเหนื่อย ก็สามารถไปพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสได้เช่นกัน เพราะภูมิคุ้มกันในตัวอาจจะตกแล้ว ซึ่งหากฉีดวัคซีนเข็มสุดท้ายครบแล้ว 1 ปี ก็สามารถฉีดวัคซีนได้เลย
Covid19_Fu1_Bureauof_Epidemiology_Influenza_Termbegins_SPACEBAR_Photo01_f1e7060dc3.jpeg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์