เรื่องราวจากคนในกองถ่าย สู่คำถามคนเราทำงานได้แค่ไหนก่อนที่ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือน?

15 ต.ค. 2569 - 14:55

  • เบื้องหลังภาพยนตร์และซีรีส์ที่ผู้ชมใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการรับชมอาจแลกมาด้วยชั่วโมงทำงานอันยาวนานของคนกองถ่าย

  • WHO และ ILO พบว่าการทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์สัมพันธ์กับความเสี่ยงด้านสุขภาพที่สูงขึ้น

  • ขณะที่คำถามสำคัญยังคงอยู่ที่ว่า คนทำงานควรต้องแลกเวลาพักผ่อนและคุณภาพชีวิตมากแค่ไหนเพื่อให้งานตรงหน้าเสร็จทันกำหนด

เรื่องราวจากคนในกองถ่าย สู่คำถามคนเราทำงานได้แค่ไหนก่อนที่ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือน?

วันที่ 13 ตุลาคม 2569 ข่าวการเสียชีวิตของคนทำงานฝ่ายศิลป์ในกองถ่ายรายหนึ่ง กลายเป็นอีกครั้งที่ทำให้สังคมหันกลับมาตั้งคำถามถึงชั่วโมงทำงานของคนเบื้องหลังอุตสาหกรรมบันเทิง หลังมีรายงานว่าผู้เสียชีวิตทำงานต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ชั่วโมงก่อนกลับบ้านไปนอนและไม่ตื่นขึ้นมาอีก

แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการทำงานเป็นเวลานานเป็นสาเหตุโดยตรงของการเสียชีวิต แต่เหตุการณ์นี้ทำให้คำถามเรื่องความปลอดภัยและเวลาพักของคนทำงานกองถ่ายไม่อาจถูกมองข้ามได้อีกต่อไป เพราะเบื้องหลังภาพยนตร์ ซีรีส์ และโฆษณาที่ผู้ชมใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการรับชมคือแรงงานของคนจำนวนมากที่ต้องทุ่มเททั้งเวลาและแรงกายเพื่อให้งานเสร็จตามกำหนด

เมื่อกองถ่ายต้องเดินหน้าแต่ร่างกายคนทำงานมีขีดจำกัด

งานกองถ่ายไม่ได้จบลงแค่ตอนผู้กำกับฯ สั่ง “คัต” แต่ยังมีงานเตรียมฉาก จัดอุปกรณ์ ตรวจสอบรายละเอียด และเก็บงานหลังถ่ายทำ สำหรับบางตำแหน่งวันทำงานอาจเริ่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างและสิ้นสุดลงในช่วงดึก หรือยาวนานต่อเนื่องกว่านั้นเมื่อกำหนดการถ่ายทำมีข้อจำกัด

เมื่อเวลาทำงานยืดเยื้อเวลาสำหรับนอนหลับพักผ่อนและฟื้นฟูร่างกายย่อมลดลง ความเหนื่อยล้าอาจกระทบต่อสมาธิ การตัดสินใจ และความปลอดภัย โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้เครื่องมือหนัก ทำงานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือเดินทางกลับบ้านหลังเลิกกอง

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ที่เผยแพร่ในปี 2564 พบว่า การทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไปสัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองที่สูงขึ้น 35% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดที่สูงขึ้น 17% เมื่อเทียบกับการทำงาน 35–40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

ตัวเลขนี้ไม่ใช่หลักฐานที่ใช้สรุปสาเหตุการเสียชีวิตในกรณีใดกรณีหนึ่ง แต่สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานอันยาวนานต่อเนื่องเป็นความเสี่ยงด้านสุขภาพที่มีหลักฐานรองรับ และควรได้รับการจัดการอย่างจริงจัง

คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครอดทนได้มากกว่ากัน แต่คือเหตุใดความอดทนของคนทำงานจึงต้องกลายเป็นสิ่งที่ระบบการผลิตพึ่งพาอยู่เสมอ

คนเราควรทำงานวันละกี่ชั่วโมงจากมุมมองงานวิจัย?

หากถามว่าคนเราควรทำงานวันละกี่ชั่วโมงงานวิจัยยังไม่ได้กำหนดตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกคนและทุกอาชีพ แต่หลักฐานด้านสุขภาพชี้ว่าการทำงานเป็นเวลานานต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเวลาพักผ่อนไม่เพียงพอ

องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) รายงานในปี 2564 ว่า ผู้ที่ทำงานตั้งแต่ 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 35% และความเสี่ยงเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดสูงขึ้น 17% เมื่อเทียบกับผู้ที่ทำงาน 35–40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

หากคิดเป็นการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ชั่วโมงทำงาน 35–40 ชั่วโมงจะเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 7–8 ชั่วโมง ขณะที่ 55 ชั่วโมงจะเท่ากับวันละ 11 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าการทำงานเกิน 8 ชั่วโมงจะเป็นอันตรายทันที แต่สะท้อนว่าการทำงานเป็นเวลานานมากอย่างต่อเนื่องเป็นความเสี่ยงที่ควรระวัง

ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่จำนวนชั่วโมงที่ใช้ทำงาน แต่รวมถึงความหนักของงาน เวลาพักระหว่างกะ ความเพียงพอของการนอนหลับพักผ่อนและโอกาสที่ร่างกายจะฟื้นตัวด้วย สำหรับอุตสาหกรรมกองถ่ายการทำงานยาวนานกว่า 12 ชั่วโมงจึงควรถูกนำมาทบทวนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ และไม่มีเวลาพักที่เพียงพอ

เพราะการทำงานที่มีประสิทธิภาพไม่ควรแลกมาด้วยการบั่นทอนสุขภาพของคนทำงานในระยะยาว

กฎหมายแรงงานไทยคุ้มครองแค่ไหน?

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดหลักทั่วไปว่า เวลาทำงานปกติไม่ควรเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมกำหนดให้มีเวลาพักระหว่างวันอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงตามเงื่อนไขของกฎหมาย ส่วนการทำงานล่วงเวลาก็มีหลักเกณฑ์เรื่องความยินยอมและข้อยกเว้นที่ต้องพิจารณาตามประเภทงาน

อย่างไรก็ตาม คนทำงานกองถ่ายมีรูปแบบการจ้างงานหลากหลายทั้งลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างประจำ และผู้รับงานอิสระ สิทธิที่ได้รับจึงต้องพิจารณาจากลักษณะความสัมพันธ์ในการจ้างจริง ไม่ใช่ดูจากชื่อเรียกในสัญญาเพียงอย่างเดียว

อีกประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ เวลาพักระหว่างวันกับเวลาพักระหว่างกะเป็นคนละเรื่องกัน แม้จะมีเวลาพักรับประทานอาหารแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าคนทำงานจะมีเวลานอนหลับเพียงพอก่อนกลับมาทำงานในวันถัดไป

แนวคิดเรื่อง turnaround time หรือช่วงเวลาพักระหว่างการเลิกงานกับการเริ่มงานครั้งต่อไปจึงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ควรได้รับการผลักดันให้มีมาตรฐานชัดเจน โดยต้องแยกข้อเสนอที่อยู่ระหว่างการหารือออกจากกฎที่มีผลบังคับใช้แล้ว

งานต้องเสร็จแต่คนทำงานต้องปลอดภัยด้วย

การแก้ปัญหาชั่วโมงทำงานไม่ควรจบลงด้วยการบอกให้คนทำงานดูแลตัวเอง เพราะทีมงานไม่ได้เป็นผู้กำหนดงบประมาณ ตารางถ่ายทำ หรือจำนวนคนในกองทั้งหมด

ผู้ผลิตและผู้ว่าจ้างจึงควรมีส่วนร่วมในการวางแผนงานให้เหมาะสม กำหนดเวลาพักที่ชัดเจน จัดสรรกำลังคนให้เพียงพอ และทำข้อตกลงเรื่องการทำงานล่วงเวลาอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรช่วยผลักดันมาตรฐานที่เหมาะกับลักษณะการทำงานของอุตสาหกรรมนี้

เพราะการทำงานหนักอาจเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตผลงาน แต่การทำงานจนไม่มีเวลาพักฟื้นร่างกายไม่ควรถูกยกให้เป็นเครื่องพิสูจน์ความเป็นมืออาชีพ

การสูญเสียเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะข่าวเศร้าที่ผ่านไปตามกระแส และไม่ควรถูกใช้เพื่อสรุปสาเหตุการเสียชีวิตโดยปราศจากหลักฐาน แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกฝ่ายกลับมาทบทวนว่าระบบการทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิงปลอดภัยและเป็นธรรมกับคนเบื้องหลังมากพอแล้วหรือยัง

เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกภาพที่ปรากฏบนหน้าจอมีคนอยู่เบื้องหลัง และคนเหล่านั้นสมควรได้กลับบ้านไปพักผ่อนและใช้ชีวิตของตัวเองหลังจากทำงานเสร็จเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


เรื่องราวจากคนในกองถ่าย สู่คำถามคนเราทำงานได้แค่ไหนก่อนที่ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณเตือน?