ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นำตัว ประวีณ จันทร์คล้าย หรือ อดีตกำนันนก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ในคดียิง พ.ต.ต.ศิวกร สายบัว สารวัตรสืบสวน สังกัดกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เสียชีวิต มาฝากขังเป็นครั้งแรกนั้น ต่อมา ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้
ขณะที่ เชาว์ แก่นสวาท ทนายความของ ประวีณ เปิดเผยสั้นๆ ว่า วันนี้ไม่มีการยื่นประกันตัว เพราะเจ้าตัวไม่ประสงค์จะขอประกัน โดยไม่ระบุเหตุผล ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จะนำตัว ประวีณ ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ก่อนเกิดเหตุ วันที่ 5 กันยายน 2566 พ.ต.ต.ศิวกร ผู้ตาย และ พ.ต.ท.วศิน พันปี สังกัดกองบังคับการตำรวจทางหลวง ผู้บาดเจ็บ กับพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายนาย ได้รับเชิญจาก ประวีณ ผู้ต้องหา ให้ไปร่วมรับประทานอาหารที่ บริเวณหน้า บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 2 ต.ตาก้อง อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม
ต่อมา (6 กันยายน 2566) ประมาณ 21.00 น. ผู้ต้องหาได้มีปากเสียงกับผู้ตาย จากนั้นผู้ต้องหาได้ใช้ให้ ธนัญชัย หรือ หน่อง หมั่นมาก หรือหน่อง ท่าผา ลูกน้องคนสนิท ใช้อาวุธปืนพกสั้น ชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม. จ่อยิงผู้ตาย หลายนัด ที่บริเวณลำตัวด้านขวา ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ส่วน พ.ต.ท.วศิน ที่นั่งอยู่ข้างผู้ตายขณะเกิดเหตุ กระสุนปืนพลาดไปถูกที่บริเวณแขนข้างขวา จำนวน 1 นัด เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ จากนั้น ผู้ต้องหา และ ธนัญชัย ได้หลบหนีออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไป
ต่อมา วันที่ 7 กันยายน 2566 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่น "คำร้องขอหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลจังหวัดนครปฐม และศาลอนุมัติหมายจับตามขอ ตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่จ. 427/2566 ลงวันที่ 7 กันยายน 2566 ในวันเดียวกันนั้น เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา จากนั้น ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม ดำเนินคดี
การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน “เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80,84 ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนและจับกุมผู้ต้องหา ทางผู้ต้องหาปฏิเสธข้อกล่าวหา
พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจาก 30 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา อื่น ๆ ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว จึงขอหมายขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างการสอบสวน มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-20 กันยายน
ท้ายคำร้องหาก ผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนขอคัดค้าน เนื่องจาก ผู้ต้องหาเป็นกำนัน ต.ตาก้อง อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม มานานประมาณ 9 ปี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปกครอง มีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดและมีอำนาจสืบสวนเฉพาะในเขตพื้นที่ของตน แต่กลับกระทำคนเป็นผู้มีอิทธิพล มีความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่ สามารถโน้มน้าวชักชวนให้ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่และระดับต่างๆ รวมถึงข้าราชการอื่นมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ ในโอกาสต่างๆ เพื่อเสริมสร้างบารมีของตน ซึ่งบางนาย อยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ อีกทั้งสนิทสนมกับนักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ มีการใช้อำนาจบารมี ขอให้ผู้ตายย้ายข้าราชการ ตำรวจที่ตนรู้จัก
เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง จึงมีพฤติกรรมอุกอาจใช้ให้ผู้อื่นยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกจำนวนหลายนาย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ภายหลังเกิดเหตุ ยังได้มีการสั่งให้ ทำลายพยานหลักฐาน โดยการล้างคราบเลือด เก็บปลอกกระสุนปืน ถอดเสิร์ฟเวอร์ของกล้องวงจรปิดและหลบหนีไป ประกอบกับเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึงประหารชีวิต และพนักงานสอบสวนจำต้องทำการสอบสวนสอบพยานที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกจำนวนหลายปาก หากมีการปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคหรือเกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงหรือข่มขู่พยานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น
ขณะที่ เชาว์ แก่นสวาท ทนายความของ ประวีณ เปิดเผยสั้นๆ ว่า วันนี้ไม่มีการยื่นประกันตัว เพราะเจ้าตัวไม่ประสงค์จะขอประกัน โดยไม่ระบุเหตุผล ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ จะนำตัว ประวีณ ไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวน ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ก่อนเกิดเหตุ วันที่ 5 กันยายน 2566 พ.ต.ต.ศิวกร ผู้ตาย และ พ.ต.ท.วศิน พันปี สังกัดกองบังคับการตำรวจทางหลวง ผู้บาดเจ็บ กับพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายนาย ได้รับเชิญจาก ประวีณ ผู้ต้องหา ให้ไปร่วมรับประทานอาหารที่ บริเวณหน้า บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 2 ต.ตาก้อง อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม
ต่อมา (6 กันยายน 2566) ประมาณ 21.00 น. ผู้ต้องหาได้มีปากเสียงกับผู้ตาย จากนั้นผู้ต้องหาได้ใช้ให้ ธนัญชัย หรือ หน่อง หมั่นมาก หรือหน่อง ท่าผา ลูกน้องคนสนิท ใช้อาวุธปืนพกสั้น ชนิดกึ่งอัตโนมัติ ขนาด 9 มม. จ่อยิงผู้ตาย หลายนัด ที่บริเวณลำตัวด้านขวา ได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ส่วน พ.ต.ท.วศิน ที่นั่งอยู่ข้างผู้ตายขณะเกิดเหตุ กระสุนปืนพลาดไปถูกที่บริเวณแขนข้างขวา จำนวน 1 นัด เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ จากนั้น ผู้ต้องหา และ ธนัญชัย ได้หลบหนีออกจากบริเวณที่เกิดเหตุไป
ต่อมา วันที่ 7 กันยายน 2566 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม ได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อยื่น "คำร้องขอหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลจังหวัดนครปฐม และศาลอนุมัติหมายจับตามขอ ตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่จ. 427/2566 ลงวันที่ 7 กันยายน 2566 ในวันเดียวกันนั้น เวลาประมาณ 18.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองนครปฐม ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา จากนั้น ได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม ดำเนินคดี
การกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐาน “เป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และพยายามฆ่าผู้อื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80,84 ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนและจับกุมผู้ต้องหา ทางผู้ต้องหาปฏิเสธข้อกล่าวหา
พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจาก 30 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา อื่น ๆ ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว จึงขอหมายขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างการสอบสวน มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-20 กันยายน
ท้ายคำร้องหาก ผู้ต้องหาขอปล่อยชั่วคราว พนักงานสอบสวนขอคัดค้าน เนื่องจาก ผู้ต้องหาเป็นกำนัน ต.ตาก้อง อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม มานานประมาณ 9 ปี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปกครอง มีอำนาจหน้าที่จับกุมผู้กระทำความผิดและมีอำนาจสืบสวนเฉพาะในเขตพื้นที่ของตน แต่กลับกระทำคนเป็นผู้มีอิทธิพล มีความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่ สามารถโน้มน้าวชักชวนให้ข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่และระดับต่างๆ รวมถึงข้าราชการอื่นมาร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ ในโอกาสต่างๆ เพื่อเสริมสร้างบารมีของตน ซึ่งบางนาย อยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นเหตุการณ์ อีกทั้งสนิทสนมกับนักการเมืองท้องถิ่นและนักการเมืองระดับชาติ มีการใช้อำนาจบารมี ขอให้ผู้ตายย้ายข้าราชการ ตำรวจที่ตนรู้จัก
เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง จึงมีพฤติกรรมอุกอาจใช้ให้ผู้อื่นยิงผู้ตาย ซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกจำนวนหลายนาย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ภายหลังเกิดเหตุ ยังได้มีการสั่งให้ ทำลายพยานหลักฐาน โดยการล้างคราบเลือด เก็บปลอกกระสุนปืน ถอดเสิร์ฟเวอร์ของกล้องวงจรปิดและหลบหนีไป ประกอบกับเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุกสูงสุดถึงประหารชีวิต และพนักงานสอบสวนจำต้องทำการสอบสวนสอบพยานที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกจำนวนหลายปาก หากมีการปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าจะเป็นอุปสรรคหรือเกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ผู้ต้องหาจะไปยุ่งเหยิงหรือข่มขู่พยานหรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น




