‘กรมราชทัณฑ์’ แถลงข่าวชี้แจงกรณีการเสียชีวิตของ ‘บุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม’ หรือ ‘บุ้ง ทะลุวัง’ ผู้ต้องขังคดีการเมือง วัย 28 ปี ที่เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน เมื่อช่วงเช้าวานนี้ (14 พ.ค.) ขณะอยู่ภายใต้การควบคุมของกรมราชทัณฑ์
การแถลงข่าววันนี้ (15 พ.ค.) นำโดย ‘นพ.สมภพ สังคุตแก้ว’ ผู้ตรวจราชการกรมราชทัณฑ์ พร้อมด้วย ‘อาจารี ศรีสุนาครัว’ ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง และ ‘นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์’ ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์
‘นพ.สมภพ’ เริ่มต้นการแถลงข่าวด้วยการระบุว่า รัฐบาล กระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตของบุ้ง พร้อมไล่ไทม์ไลน์ตั้งแต่วันแรกที่มีการรับตัว ‘บุ้ง เนติพร’ เข้ามาอยู่ในความดูแลของทัณฑสถานหญิงกลางว่า
วันที่ 26 ม.ค.67 : กรมราชทัณฑ์รับตัว ‘บุ้ง เนติพร’ มาควบคุมไว้ ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ขณะนั้น บุ้ง เนติพร ได้อดอาหารอยู่แล้ว ทางทัณฑสถานหญิงกลางจึงได้ดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อมีภาวะอ่อนเพลียจากการอดอาหาร จึงได้ส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ราชทัณฑ์ อยู่เป็นประจำ
- วันที่ 26 ม.ค.67 : กรมราชทัณฑ์รับตัว ‘บุ้ง เนติพร’ มาควบคุมไว้ ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง ขณะนั้น บุ้ง เนติพร ได้อดอาหารอยู่แล้ว ทางทัณฑสถานหญิงกลางจึงได้ดูแลอย่างใกล้ชิด เมื่อมีภาวะอ่อนเพลียจากการอดอาหาร จึงได้ส่งตัวไปรักษาที่ รพ.ราชทัณฑ์ อยู่เป็นประจำ
- วันที่ 29 ก.พ.- 8 มี.ค. : ‘บุ้ง เนติพร’ เข้ารับการรักษาที่ รพ.ราชทัณฑ์ เป็นเวลา 8 วัน จากอาการอ่อนเพลีย
- วันที่ 8 มี.ค.- 4 เม.ย. : ย้าย ‘บุ้ง เนติพร’ ไปรักษาที่ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ เป็นเวลา 27 วัน
- วันที่ 4 เม.ย. : แพทย์ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ มีหนังสือส่งตัว ‘บุ้ง เนติพร’ กลับมารักษาตัวที่ รพ.ราชทัณฑ์ เนื่องจากเห็นว่าสามารถรักษาที่ทัณฑสถาน รพ.ราชทัณฑ์ ต่อได้
ภายหลังที่ ‘บุ้ง เนติพร’ กลับมาจาก รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ได้รับรายงานว่า ‘บุ้ง เนติพร’ สามารถรับประทานอาหารได้บ้างตามลำดับ โดย รพ.ราชทัณฑ์ ได้จัดให้อยู่ในห้องผู้ป่วยรวม โดยมี ‘ทานตะวัน ตัวตุลานนท์’ หรือ ‘ตะวัน’ ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทพักอยู่ด้วย โดยมีแพทย์และพยาบาลดูแลเฝ้าระวังตลอดเวลา พบว่า ‘บุ้ง เนติพร’ รู้สึกตัวดี ไม่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
- วันที่ 14 พ.ค. : เวลาประมาณ 06.00 น. ระหว่างที่ ‘ตะวัน’ และ ‘บุ้ง เนติพร’ กำลังพูดคุยกันอยู่ปกติให้ห้องผู้ป่วย ‘บุ้ง เนติพร’ ได้เกิดอาการวูบและหมดสติไป เจ้าหน้าที่ แพทย์และพยาบาล ได้ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ด้วยการกระตุ้นหัวใจทันที และได้ประสานส่งตัว ‘บุ้ง เนติพร’ ไปรักษาต่อที่ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ก่อนที่ ‘บุ้ง เนติพร’ จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ย้ำว่ากระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์ ให้ความเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิขั้นพื้นฐาน และหลักนิติธรรม มีการเฝ้าระวังและดูแล ‘บุ้ง เนติพร’ อย่างใกล้ชิด และเพื่อความโปร่งใส่ กระทรวงยุติธรรมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตของ ‘บุ้ง เนติพร’ และเมื่อผลออกมาแล้ว กรมราชทัณฑ์จะชี้แจงให้ทราบต่อไป
ด้าน ‘นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์’ ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า รายละเอียดการรักษาในแต่ละวันจะมีการบันทึกเอกสารไว้เป็นหลักฐานทุกวัน โดยวันล่าสุดที่แพทย์เข้าไปตรวจติดตามอาการของ ‘บุ้ง เนติพร’ คือวันที่ 13 พ.ค. โดยผลการตรวจสอบวันนั้นพบว่ามีอาการอ่อนเพลีย เวลาลุกเดินอาจมีตึงๆ อ่อนแรงเล็กน้อย เป็นอาการที่เหมือนกับทุกๆ วันที่ผ่านมา ไม่มีอาการอะไรเปลี่ยนแปลง
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ ‘บุ้ง เนติพร’ เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลันคืออะไรนั้น ตอนนี้ยังไม่ทราบ ต้องรอผลการชันสูตรก่อน แต่ยอมรับสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน อาจเกิด ภาวะที่อิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte Imbalance) หรือ ภาวะไม่สมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย เพราะผลการตรวจร่างกายที่ผ่านมา พบว่ามีภาวะโลหิตจางและเกลือแร่ต่ำ แต่ทั้งหมดต้องรอความชัดเจนจากผลการชันสูตรก่อน
ย้ำว่า คณะแพทย์พยายามพูดกระตุ้นให้ ‘บุ้ง เนติพร’ รับสารอาหารแล้ว และบอกถึงผลเสียว่าหากไม่ทานอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจนนำไปสู่การเสียชีวิตได้ และการกินอาหารอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ ‘บุ้ง เนติพร’ ปฏิเสธที่การรับวิตามินและเกลือแร่ ยืนยันช่วงที่ ‘บุ้ง เนติพร’ อยู่ รพ.ราชทัณฑ์ ไม่เคยหมดสติมาก่อน วันเกิดเหตุถือเป็นครั้งแรก
"อาการของน้องในช่วงที่กลับมาจาก รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ก็อย่างที่ได้กราบเรียนไปว่าอาการจะเป็นลักษณะอ่อนเพลีย และทานได้มากขึ้นเล็กน้อย เริ่มจากเล็กน้อย และค่อยๆ ทานได้มากขึ้นตามลำดับส่วนรายละเอียดอยู่ในข้อมูลที่บันทึกเอาไว้ และจากการตรวจเช็กตลอดเวลา ก็จะมีภาวะโลหิตจางและภาวะเกลือแร่ต่ำ ซึ่งก็พยายามบอกน้องและกระตุ้นว่ามันมีความสำคัญแล้วก็อาจเกิดผลแทรกซ้อนถึงแก่ชีวิตได้ ซึ่งน้องเขาก็รับทราบ แต่น้องเขามีเจตจำนงที่จะปฏิเสธทานเกลือเเร่หรือว่าวิตามิน"
— ‘นพ.พงศ์ภัค อารียาภินันท์’ ผู้อำนวยการทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ กล่าว
ส่วนข้อสังเกตว่า รพ.ราชทัณฑ์ มีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วย ‘นพ.พงศ์ภัค’ ชี้แจงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าวันเกิดเหตุเป็นภาวะฉุกเฉิน ที่ผ่านมาอาการของน้องสุขสบายดี รู้สึกตัวดี อาการไม่ต่ำ สัญญาณชีพปกติ ทุกอย่างปกติ และก่อนเกิดเหตุ ไม่มีภาวะอะไรที่บ่งชี้ว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉิน ยืนยันมีการฉีดยากระตุ้นหัวใจระหว่างกู้ชีพตามมาตรฐานทางการแพทย์ ยอมรับไม่มีการใช้ เครื่องกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ (AED) เนื่องจากไม่มีข้อบ่งชี้ในการใช้
เมื่อถามว่าอาการของ ‘บุ้ง เนติพร’ ระหว่างเข้ารับการรักษาเป็นอย่างไรบ้าง ‘นพ.พงศ์ภัค’ ระบุว่า ‘บุ้ง เนติพร’ มีอาการอ่อนเพลีย ทานอาหารได้ตามลำดับ เช่น ทานข้าวต้มได้ ส่วน ‘บุ้ง เนติพร’ เริ่มกินอาหารได้ตั้งแต่วันไหนนั้นจำไม่ได้ แต่ภาพรวมที่ได้รับรายงานมาแต่ละวัน ‘บุ้ง เนติพร’ เริ่มทานอาหารได้เป็นระยะ หากมีช่วงไหนที่ทานแล้วแน่นท้อง ‘บุ้ง เนติพร’ ก็จะกินน้อยลง
ส่วนประเด็นที่กรมราชทัณฑ์บอกว่า ‘บุ้ง เนติพร’ กินน้ำและอาหารได้ตามปกติ ‘นพ.สมภพ’ ชี้แจงว่าลักษณะของคนที่อดอาหารมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว การทำงานของระบบเดินอาหารจะผิดปกติ ดังนั้นจึงต้องค่อยๆ รับประทานอาหารอ่อนๆ ก่อน ซึ่งบางวัน ‘บุ้ง เนติพร’ อาจกินได้เยอะ บางวันกินได้น้อย บางวันไม่ทาน แต่ทุกวันจะมีการบันทึกข้อมูลเก็บไว้
โดย รพ.ราชทัณฑ์ และ รพ.ธรรมศาสตร์ฯ ได้เตรียมอาหารไว้ให้ครบ 3 มื้อ รวมถึงมีวิตามินไว้ให้ด้วย เพราะผลการตรวจเลือดพบว่า ‘บุ้ง เนติพร’ มีภาวะโลลิตจาง จึงได้ให้วิตามินบำรุงเลือดเสริมเข้าไป แต่ ‘บุ้ง เนติพร’ ปฏิเสธที่จะรับประทาน
‘นพ.สมภพ’ ยอมรับ ไม่คิดว่า ‘บุ้ง เนติพร’ จะเสียชีวิตอย่างกะทันหัน เพราะช่วงเช้าของวันเกิดเหตุ ‘บุ้ง เนติพร’ ยังพูดคุยตะวันได้ตามปกติ และมีเพียงบ่นกับตะวันว่ารู้สึกปวดหัว
เมื่อถามว่าหลัง ‘บุ้ง เนติพร’ ปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารและยาบำรุงแล้ว ทางคณะแพทย์ได้ให้สารอาหารผ่านทางหลอดเลือดดำหรือไม่ ‘นพ.สมภพ’ อธิบายว่า ตามหลักหากผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารเองได้ ก็จะให้รับประทานเอง ส่วนการให้สารอาหารผ่านทางหลอดเลือด ปกติจะทำต่อเมื่อผู้ป่วยมีภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น คนท้องเสีย หรือคนที่อยู่ในภาวะสารน้ำไม่พอ ย้ำว่าสารน้ำที่ให้ทางเลือด เป็นแค่น้ำเกลือ ไม่ได้มีสารอาหารด้านโปรตีนหรืออะไรแบบนั้น
ส่วนลำดับเหตุการณ์ก่อนเกิดเหตุ ‘นพ.พงศ์ภัค’ เล่าว่า ‘ทานตะวันและบุ้ง’ นอนเตียงเดียวกัน และจากที่ได้พูดคุยกับ ‘ทานตะวัน’ น้องเล่าว่า ในช่วงก่อน 06.00 น. เห็นบุ้งเดินไปเข้าห้องน้ำ และมีการพูดคุยกันเล็กน้อย ก่อนจะกลับมานอน พอช่วงเช้าได้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปวัดความดันให้ทั้งคู่ โดยบุ้งยังพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ปกติ แต่หลังจากวัดความดันเสร็จประมาณ 1-2 นาที บุ้งเกิดอาการกระตุกอย่างฉับพลันก่อนหมดสติ โดยเจ้าหน้าที่ได้รีบเข้ามาตรวจสอบชีพจร และเมื่อพบว่าชีพจรไม่มีจึงรีบทำการกู้ชีพทันที
ระหว่างนั้น ‘นพ.สมภพ’ พยายามอธิบายข้อมูลเพิ่มเติม แต่กลายเป็นว่าทั้งคู่ให้ข้อมูลลำดับเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุไม่ตรงกัน และค่อนข้างสับสน โดย ‘นพ.พงศ์ภัค’ บอกว่าได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิด แค่ช่วงที่เกิดเกิดเหตุการณ์หมดสติเท่านั้น ช่วงอื่นๆ นั้นไม่ทราบ เนื่องจากไม่ได้ดูกล้องวงจรปิด แต่ยืนยันว่าได้ดำเนินการตามมาตรฐานการกู้ชีพทั้งหมด เป็นไปตามจรรยาบรรณของแพทย์ และไม่ใช่ความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมโอดว่าสื่อถามลึกเกินไป
ส่วนอาการของ ‘ทานตะวัน’ และ ‘แฟรงค์’ ที่ยังอยู่ในโรงพยาบาลอาการแข็งแรงดีและกลับมารับประทานอาหารตามปกติแล้ว แฟรงค์สามารถทานอาหารได้มากขึ้นและเดินได้ ส่วนทานตะวันยังคงมีภาวะเครียดและอาการซึมเศร้า และกลับมารับประทานอาหารได้น้อย ซึ่งทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งจิตแพทย์เข้าไปดูแลอย่างอย่างใกล้ชิดแล้ว
เมื่อถามว่ากรมราชทัณฑ์จะมีมาตรการในการป้องกันเหตุซ้ำรอยอีกหรือไม่ ‘นพ.สมภพ’ ชี้แจงว่า ราชทัณฑ์ได้ดำเนินการตามมาตรฐานอยู่แล้ว แต่หากเกิดเหตุจนถึงแก่ชีวิต ไม่มีแพทย์ที่ไหนจะยื้อชีวิตได้ แม้กระทั่งบุ้งเองก็ทำนิติกรรมไว้แล้วล่วงหน้า เนื่องจากมีความมุ่งมั่นในอุดมการณ์ และเราไม่สามารถแตะต้องอะไรได้ เราช่วยชีวิตได้ แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นก็เป็นที่เข้าใจกันอยู่
ส่วนการป้องกันได้พยายามส่งนักจิตวิทยาเข้าไปโน้มน้าวแล้วอย่างเต็มที่ แต่หากเขายืนยันจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ร่างกายทนไม่ไหวแล้ว ราชทัณฑ์ทำได้เต็มที่ก็คือส่งให้แพทย์รักษาเท่านั้น ส่วนการจะให้เปลี่ยนใจนั้นทำไม่ได้เป็นเรื่องยาก หากร่างกายมาถึงจุดที่ไม่สามารถดูแลได้แล้วก็ยาก ต่อให้เป็นแพทย์เทวดาก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้




