น้ำในเขื่อนภูมิพลที่เต็มความจุ ส่งผลให้น้ำจากทะเลสาบดอยเต่าไม่สามารถลงสู่เขื่อนได้ ทำให้เกิดน้ำเอ่อขึ้นท่วมพื้นที่หลายตำบลในอำเภอฮอดและอำเภอดอยเต่านานกว่าหนึ่งเดือน ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เส้นทางคมนาคมถูกน้ำท่วมสูงหลายเมตร ต้องปิดการจราจรโดยสิ้นเชิงหลายสาย โดยเฉพาะทางหลวงหมายเลข 1012 ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่ใช้ในการสัญจรของชาวบ้านในตำบลนาคอเรือ เข้าสู่ตัวอำเภอฮอด ระยะทาง 10 กิโลเมตร ถูกน้ำท่วมสูงกว่า 3 เมตร ต้องปิดการจราจรไปแล้วนานกว่าหนึ่งเดือน

ชาวบ้านและหน่วยงานต่างๆ การขนส่งสินค้า ตลอดจนการรับส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องเลี่ยงไปใช้ถนนที่เป็นดินลูกรังลัดเลาะไปตามภูเขาสูงชัน ระยะทางกว่า 15 กิโลเมตร ใชเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงและเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ จากที่เคยใช้เส้นทางหลักในการเดินทางเพียง 10 นาที เท่านั้น


สุดา กันทะวัง ชาวบ้านวังลุง ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอฮอด และอำเภอดอยเต่า ครั้งนี้ เกิดจากน้ำในเขื่อนภูมิพลที่เต็มความจุ ส่งผลให้น้ำจากทะเลสาบดอยเต่าไม่สามารถระบายลงสู่เขื่อนได้ ทำให้เกิดน้ำเอ่อขึ้นท่วมพื้นที่
สุดา กล่าวต่อว่า เหตุการณ์น้ำท่วมพื้นที่ดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 5 ครั้ง ใน ปี 2518 / 2538 / 2545 / 2554 / และปีนี้ ก็เกิดน้ำท่วมอีกครั้ง ตนเองและครอบครัว พร้อมกับชาวบ้านในหมู่บ้านอีกประมาณ 20 ครอบครัว ต้องอพยพหนีน้ำ ขึ้นมาอาศัยในเต้นท์บนที่สูงและ อีกบางส่วนก็ไปอาศัยบ้านญาติที่ไม่ถูกน้ำท่วม
“นอกจากน้ำท่วมบ้านแล้ว ลำไยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ชาวบ้านในพื้นที่ตั้งความหวังว่าเก็บผลผลิตในเดือนมกราคมนี้ เพื่อขายนำรายได้เลี้ยงดูครอบครัวและใช้หนี้สถาบันการเงิน แต่น้ำที่ท่วมขังมาแล้วนานกว่าหนึ่งเดือนทำให้ลำไยเริ่มยืนต้นตาย ผลผลิตเสียหายทั้งหมด นอกจากนั้นยังทำให้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่เปลี่ยนไป ชาวบ้านบอกว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่ระดับน้ำสูงใกล้เคียงกับปี 2554 หรือ 14 ปีก่อน”
สุดา กล่าวอีกว่า ตนเองอายุเยอะ มีความจำเป็นต้องเดินทาง ไปตัวอำเภอฮอด เพื่อไปโรงพยาบาลตามนัด จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 10 ถึง 20 นาที ต้องเพิ่มเวลาการเดินทาง ราว 1 ชั่วโมง ทำให้การเดินทางยากลำบากมากยิ่งขึ้น ต้องใช้เส้นทางเลี่ยงขณะเดียวกันฝนตกก็ทำให้เส้นทางอ้อมเมืองนั้นลื่นเสี่ยงต่ออันตราย ทำให้การใช้ชีวิตลำบากมากยิ่งขึ้น

ผศ.วสันต์ จอมภักดี นักวิชาการอิสระ ด้านการบริหารจัดการน้ำ เปิดเผยว่า ปีนี้ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ในรอบหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ที่เขื่อนภูมิพลจังหวัดตาก มีน้ำเต็มความจุ ถ้าหากระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็จะต้องมีการปล่อยน้ำให้ล้นสปริลเวย์ออกไป ซึ่งระดับน้ำปริมาณนี้มีผลทำให้พื้นที่ท้ายเขื่อนมีระดับน้ำเอ่อขึ้นไป โดยเฉพาะอำเภอฮอด อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่

“แต่ที่ผ่านมาการออกแบบในการสร้างเขื่อนก็จะมีการกำหนดขอบเขตระดับน้ำถึงบริเวณสปิลเวย์ จะไม่ให้กระทบกับอาคารบ้านเรือนของชาวบ้าน แต่หลายปีที่ผ่านมาระดับน้ำไม่เคยถึงบริเวณที่ล้นสปิลเวย์ ทำให้หลายพื้นที่อาจจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งอาคารบ้านเรือน และที่ทำทำการเกษตร จึงทำให้เกิดน้ำท่วม ที่จะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า”
ขณะเดียวกันในปัจจุบันพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบน ที่ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน ก็จะมีเขื่อนกักเก็บน้ำ ทั้งเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อำเภอดอยสะเก็ด ทั้งสองเขื่อน ก็มีปริมาณน้ำกักเก็บเต็มพื้นที่เช่นกัน ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำได้ ต้องปล่อยน้ำลงมา
“โดยเขื่อนภูมิพล ก็มีข้อจำกัดในการบริหารจัดการน้ำ หากปล่อยในปริมาณมากก็จะทำให้น้ำไปท่วมในพื้นที่ตอนล่าง ทั้งจังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ รวมไปถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดชัยนาท เพราะในปี 2554 เคยมีประสบการณ์ที่เขื่อนภูมิพล ปล่อยน้ำลงไป ทำให้พื้นที่ตลาดล่างได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก จึงมีขีดจำกัดในการระบายน้ำ องค์ประกอบพวกนี้ จึงต้องมีคณะทำงานในการบริหารจัดการ เพื่อลดผลกระทบทางพื้นที่ตอนบน และตอนล่างของเขื่อนภูมิพล” ผศ.วสันต์ กล่าว


ด้าน ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ได้มีการทยอยปรับลดการระบายน้ำต่อเนื่องอยู่ที่ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างและบรรเทาสถานการณ์น้ำท่วมให้ประชาชนในภาคกลาง
ภาพรวมมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 13,363 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 99 ยังสามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 99 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากภาคเหนือมีปริมาณฝนลดลง แต่จะยังคงมีฝนตกเล็กน้อยในบางพื้นที่ ช่วยให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนภูมิพลมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะพิจารณาปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์และขอให้รักษาระดับน้ำในเขื่อนตามความเหมาะสม ซึ่งการปรับลดการระบายน้ำครั้งนี้ จะช่วยให้ระดับน้ำในแม่น้ำปิงลดลงและช่วยลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยาด้วย






