เมื่อ “เอกสารลับ” จากสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ปรากฏสู่สาธารณะ คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ “เอกสารจริงหรือไม่?” แต่ขยับไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า — “แล้วเอกสารหลุดออกมาได้อย่างไร?” หลังดีเอสไอยืนยันว่าเอกสารที่ถูกเผยแพร่เป็นเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนจริง พร้อมส่งเรื่องให้ตำรวจตรวจสอบเส้นทางของเอกสารและผู้ที่เกี่ยวข้อง ท่ามกลางข้อสงสัยว่าอาจมีทั้งบุคคลภายนอกและเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลออกจากสำนวน
จากนี้จึงเป็นอีกเกมที่ต้องจับตา เมื่อประเด็นไม่ได้อยู่เพียงการเปิดเผยข้อมูลคดี แต่กำลังขยับเข้าสู่การตรวจสอบว่า ใครนำเอกสารออกมา ใครเป็นผู้เผยแพร่ และการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่
รมว.ยุติธรรมสั่งสอบที่มาเอกสารหลุด
หลังโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดเผยข้อมูล “คดีฮั้วเลือก สว.” พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ออกมาชี้แจงว่า เอกสารดังกล่าวเป็นสำนวนของ “กองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน” ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางในสังกัดดีเอสไอ จึงมีข้อสงสัยว่าเอกสารดังกล่าวได้มาอย่างไร และได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
พล.ต.ท.รุทธพล เปิดเผยว่า ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้ทำให้เอกสารหลุดออกไป รวมถึงตรวจสอบว่ามีบุคคลอื่นเกี่ยวข้องหรือไม่ เมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จจะรายงานผลให้ตนทราบ
ขณะเดียวกัน ทราบว่าอธิบดีดีเอสไอเตรียมเข้าแจ้งความต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่นำเอกสารและสำนวนไปใช้หรือเผยแพร่ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดทั้งตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายพิเศษ
ส่วนการดำเนินคดีจะครอบคลุมเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูล หรือรวมถึงบุคคลภายนอกที่นำข้อมูลไปเผยแพร่ด้วยหรือไม่นั้น พล.ต.ท.รุทธพล ระบุว่า ต้องให้ตำรวจเป็นผู้พิจารณาจากพยานหลักฐานว่า ผู้ที่นำเอกสารไปและนำมาเผยแพร่มีความผิดในลักษณะใด
ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมย้ำว่า เอกสารดังกล่าวหลุดออกมาจากการตรวจสอบที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนก่อน ก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง
ดีเอสไอส่งกองกฎหมายแจ้งความ ยืนยันเอกสารเป็นสำนวนจริง
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า วันนี้ (25 สิงหาคม 2569) ดีเอสไอได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับคณะบุคคลที่นำเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ในประเด็นอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการสอบสวนคดีพิเศษ
ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ ชี้แจงว่า ก่อนหน้านี้อธิบดีดีเอสไอมีคำสั่งให้ตรวจสอบภาพเอกสารที่ปรากฏตามช่องทางสื่อสารสาธารณะว่าเป็นเอกสารที่อยู่ภายในสำนวนของดีเอสไอจริงหรือไม่
ผลการตรวจสอบพบว่า เนื้อหาและภาพเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่อยู่ภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริง จึงเห็นว่าการนำเอกสารและข้อมูลภายในสำนวนออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะอาจส่งผลกระทบต่อหลักการสอบสวนคดีอาญา
โฆษกดีเอสไอระบุว่า ตามหลักการ ข้อมูลจากการสอบสวนควรเข้าสู่การพิสูจน์ในชั้นศาล และข้อมูลที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกนำมาพิจารณาต่อหน้าจำเลย การนำข้อมูลภายในสำนวนออกมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก่อนถึงขั้นตอนดังกล่าว จึงอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม
ด้วยเหตุนี้ ดีเอสไอจึงมอบหมายให้กองกฎหมายเข้าแจ้งความ เพื่อให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามตรวจสอบพฤติการณ์และพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานใด โดยหากพบพฤติการณ์อื่นที่อาจเข้าข่ายความผิดเพิ่มเติม ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจในการขยายผล รวบรวมพยานหลักฐาน และสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ตำรวจต้องตอบ 2 ปม “เอกสารจริง” และ “หลุดออกมาได้อย่างไร”
พ.ต.ต.วรณัน ระบุว่า การแจ้งความครั้งนี้ยึดหลักความโปร่งใส โดยต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ พร้อมระบุว่าประเด็นสำคัญที่พนักงานสอบสวนต้องตรวจสอบมีอย่างน้อย 2 ส่วน
หนึ่ง เอกสารที่ถูกนำมาเผยแพร่เป็นเอกสารจริงที่อยู่ภายในสำนวนดีเอสไอหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบของดีเอสไอพบว่าเป็นเอกสารจริง
สอง หากเป็นเอกสารจริง เอกสารดังกล่าวไปอยู่ในมือของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลภายนอกได้อย่างไร รวมถึงต้องตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่รายใดเอื้อประโยชน์หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเอกสารออกไปหรือไม่
ส่วนจะมีบุคคลใดเข้าข่ายความผิดหรือไม่ รวมถึงฐานความผิดใดนั้น ต้องให้พนักงานสอบสวนเป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ดีเอสไอโต้ข้อครหา “เตะตัดขา” การเปิดข้อมูลก่อน กกต.พิจารณาคดี
เมื่อถูกถามถึงข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่า การแจ้งความของดีเอสไออาจถูกมองว่าเป็นการ “เตะตัดขา” กลุ่มบุคคลที่กำลังเปิดเผยข้อมูลและพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้ว สว. โดยเฉพาะในช่วงที่มีการจับตาการพิจารณาสำนวนของ กกต. นั้น
โฆษกดีเอสไอชี้แจงว่า ไม่ว่าจะมีการเปิดเผยสำนวนการสอบสวนเกิดขึ้นที่ใดหรือเมื่อใด หากเป็นการนำข้อมูลภายในสำนวนออกมาเผยแพร่ ย่อมถือว่าเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม และดีเอสไอไม่สามารถเพิกเฉยได้
พร้อมย้ำว่า การแจ้งความครั้งนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินว่าผู้ใดมีความผิด แต่เป็นการส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง และเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่
เปิด 3 มาตราอาญาที่ใช้แจ้งความเบื้องต้น
สำหรับความผิดเบื้องต้นที่กองกฎหมายดีเอสไอแจ้งความ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322, มาตรา 323 และมาตรา 164
มาตรา 322 เกี่ยวข้องกับการเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารที่ปิดผนึกของผู้อื่นไป เพื่อให้รู้ข้อความหรือนำข้อความออกเปิดเผย หากการกระทำนั้นน่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 323 เกี่ยวข้องกับการเปิดเผยความลับของผู้อื่นโดยผู้ที่ล่วงรู้หรือได้ความลับมาเนื่องจากเป็นเจ้าพนักงานหรือจากการประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด หากการเปิดเผยนั้นน่าจะก่อให้เกิดความเสียหาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 164 กำหนดความผิดกรณีเจ้าพนักงานรู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ แล้วกระทำโดยมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ทั้งนี้ การแจ้งข้อกล่าวหาและการดำเนินคดีจะต้องขึ้นอยู่กับการรวบรวมพยานหลักฐานและการพิจารณาของพนักงานสอบสวนว่า พฤติการณ์ของแต่ละบุคคลเข้าข่ายความผิดตามมาตราใดหรือไม่
กกต.โต้ข่าว “นัดลงมติ 28 ส.ค.” ย้ำอยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน
ขณะที่อีกประเด็นที่ถูกจับตาควบคู่กัน คือกระแสข่าวว่า กกต.จะประชุมลงมติกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569
ล่าสุด สำนักงาน กกต.ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าว ไม่เป็นความจริง โดย กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน สว. และจะลงมติสำนวนดังกล่าวต่อไป
ปมเอกสารคดีฮั้วเลือก สว. จึงมีประเด็นสำคัญอยู่ 2 ด้านที่ต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ เนื้อหาเอกสารที่ถูกเผยแพร่ ซึ่งดีเอสไอยืนยันแล้วว่าเป็นเอกสารภายในสำนวนจริง
ขณะที่อีกด้านคือ ที่มาและกระบวนการที่ทำให้เอกสารดังกล่าวออกไปอยู่ในมือบุคคลภายนอก ซึ่งขณะนี้ถูกส่งให้พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามตรวจสอบว่าใครเกี่ยวข้องและเข้าข่ายความผิดใด ขณะเดียวกัน กกต.ก็ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการนัดลงมติวันที่ 28 สิงหาคม
ทำให้ขณะนี้ทั้งประเด็นการตรวจสอบเอกสารหลุดและการพิจารณาสำนวนคดีฮั้ว สว. ยังคงอยู่ในกระบวนการของแต่ละหน่วยงาน และยังต้องติดตามผลอย่างเป็นทางการต่อไป




