อธิภูมิ กำธรวรรินทร์ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ส่งผลกระทบมายังจังหวัดลำปาง ในฐานะเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมเซรามิคขนาดใหญ่ของภาคเหนือ
โดยจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า โรงงานขนาดเล็ก และโรงงานขนาดกลาง ประมาณ 30-40 แห่ง เตาเผาที่มีแผ่นทนไฟวางเรียงชั้นไว้ได้รับความเสียหายตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักร้อยแผ่นขึ้นไป มูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 8 ล้านบาท
“แผ่นทนไฟ หรือที่เรียกกันว่า แผ่นซิลิคอนคาร์ไบด์ เป็นวัสดุทนความร้อนสูง ราคาตกแผ่นละ 1,000-1,200 บาท ใน 1 แผ่นจะใช้งานได้ประมาณ 400-500 ครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเมียนมาในครั้งนี้ น่าจะกระทบต่ออุตสาหกรรมเซรามิคลำปาง ในรอบ 30 ปี และรุนแรงที่สุด แรงเขย่ารุนแรงนานหลายนาที ทำให้เตาเผาที่วางแผ่นไฟไว้บางแห่ง 1 เมตร และบางแห่ง 2 เมตรล้มลง เพราะรับแรงสั่นสะเทือนแรงๆ ไม่ได้”


ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตฯลำปาง กล่าวอีกว่า เตาเผาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลิตเซรามิค เช่นเดียวกันแผ่นทนไฟก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง บางโรงงานได้รับความเสียหายครั้งนี้มากกว่า 175 แผ่น ทางผู้ประกอบการเซรามิคจังหวัดลำปาง อยากขอให้ภาครัฐประสานกลุ่มเอสซีจี ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผ่นทนไฟรายใหญ่ ช่วยลดราคาลง 20-30% ให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ประมาณ 2,000 แผ่น



“สำหรับแนวโน้มของอุตสาหกรรมเซรามิคจังหวัดลำปางในปีนี้ น่าจะย่ำแย่กว่า 1-2 ปีที่ผ่านมา เพราะคนไม่มีกำลังซื้อไม่มีกระแสเงินสดหมุนเวียน และยังถูกสินค้าจีนตีตลาด รวมถึงผู้ผลิตไม่ได้พัฒนาสินค้า และดีไซน์สินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด”
“ซึ่งต้องยอมรับว่า ในปี 2566-2567 ตลาดอุตสาหกรรมเซรามิคของจังหวัดลำปางขยายตัวลดลงเฉลี่ย 20-30% จากที่เคยมีรายได้จากการส่งออกและขายในประเทศปีละ 3,500 บาท คาดว่าปีนี้น่าจะลดลงเหลือเพียง 2,500-2,800 ล้านบาทเท่านั้น” ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตฯลำปาง กล่าว
นอกจากนั้น แรงงานที่เคยอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเซรามิคประมาณ 10,000 คน ก็ลดลงเหลือแค่ 6,000 คน และเริ่มมีโรงงานอุตสาหกรรมเซรามิคขนาดใหญ่ที่ไม่มีออเดอร์ จากการผลิตสินค้าไม่ตรงกับความต้องการของตลาด อาจจะทยอยมีการปิดตัวลง ซึ่งถือว่าน่าเป็นห่วงสำหรับอุตสาหกรรมเซรามิคภาพรวมของจังหวัดลำปาง






