‘ปัญหาสลากแพง’ แก้ด้วยการเพิ่มรูปแบบพนัน?

20 ม.ค. 2566 - 16:28

  • ชวนมอง ‘สลากคือสินค้าการเมือง?’ ผ่านปรากฎการณ์ ‘กองสลากพลัส VS สำนักงานกองสลากฯ’ กับแนวทางการแก้ไขสลากแพง ที่ท้าทายอุดมคติในประเทศที่ประกาศตัวเป็นเมืองพุทธ

expensive_lottery_tickets_politics_casino_rattaphong_sonsuphap_SPACEBAR_Thumbnail_99e3401351.jpeg
ปฎิเสธไม่ได้ว่า ‘ขบวนการทุนจีนเทา-ไทยเทา’ กลายประเด็นร้อน ที่สะเทือนไปทุกวงการในสังคมไทย โดยเฉพาะวงการสีกากี แวดวงการเมือง ไม่เว้นแม้แต่แพลตฟอร์มค้าสลากออนไลน์ ของ ‘กองสลากพลัส’ ที่พบว่ามีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับแก๊งฟอกเงินจากธุรกิจสีเทา ท่ามกลางภาวะความซวยซ้ำซ้อนของ ‘นอท พันธ์ธวัช’ CEO กองสลากพลัส ที่ยังต้องเจอกับการเช็กบิลจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งเรื่องค้าสลากแพง การเสียภาษี และเส้นทางการเงิน ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกัน จนชวนให้น่าคิดว่าการขยับของสำนักงานกองสลากฯ มีนัยยะอื่นใดแอบแฝงอยู่หรือไม่  

‘สลาก’ คือสินค้าการเมือง?

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น SPACEBAR ได้ชวน ผศ.รัตพงษ์ สอนสุภาพ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการพนัน และบริบทของสังคมไทยที่มีต่อหวยบนดินและใต้ดินหลายฉบับ มาร่วมวิเคราะห์ปรากฎการณ์และบอกเล่าประวัติศาสตร์ ‘หวย’ ที่ถูกเรียกว่าเป็น ‘สินค้าการเมือง’ ให้เห็นภาพที่กว้างขึ้น  

คำว่า ‘สินค้าการเมือง’ ผศ.รัตพงษ์ เท้าความให้เห็นภาพว่า ในประวัติศาสตร์ของสำนักงานสลากินแบ่งรัฐบาล หลายยุค เช่น ยุครัฐบาลของ ‘จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์’ และของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ มักมีการส่งคนเข้าไปดูแลหรือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานนี้ โดยหวังใช้เป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ เพราะด้วยความเป็นรัฐวิสาหกิจที่หารายได้เข้ารัฐ จึงเป็นขุมทรัพย์ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคนจำหนวนมาก ทั้งในแง่ของผู้บริโภค และคนจำหน่าย และหากว่าตามกฎหมายจริงๆ คนจำหน่าย ก็คือ สำนักงานสลากฯ แต่สิ่งที่สำนักงานสลากฯ ทำ คือ ผลิตสินค้าออกมาแล้วตั้งตัวแทนขาย ภายใต้ระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งเหตุผลที่ต้องมีสลากโควตา ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่า สำนักงานสลากฯ จะมีรายได้แน่นอน แต่จุดนี้เองที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสลากเเพง เพราะคนที่มีหน้าที่ในการขาย ไม่ยอมขายเอง และเกิดการขายต่อไปยัง ‘ยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว’ ซึ่งเป็นที่มาของ ‘สลากรวมชุด’  

แพลตฟอร์มออนไลน์ของสำหนักงานกองสลากฯ แก้สลากแพงไม่ได้?  

แต่การที่สำนักงานกองสลากฯ นำแพลตฟอร์มออนไลน์ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาสลากแพง ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะเป็นการเน้นนำสลากจากฝั่งผู้ค้ารายย่อย ที่มีประมาณ 67 ล้านฉบับ เข้าระบบ แต่ในส่วนของโควต้าที่มี 33 ล้านฉบับไม่มีการแตะต้องเลย ดังนั้นโครงสร้างที่เป็นปัญหาเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข จึงกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้ภาคเอกชน เข้ามาทำแพลตฟอร์มออนไลน์ และทำการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า ซึ่งจุดนี้เองที่กลายเป็นการต่อสู้ระหว่างแพลตฟอร์มออนไลน์ของสำนักงานกองสลากฯ และของเอกชน  แต่หากเราย้อนมาดูที่ จุดประสงค์ของการขายสลาก จะพบว่าในหลายประเทศทั่วโลก ต้องการขายเพื่อนำเงินมาช่วยเหลือสังคม ต่างจากไทยที่มีจุดประสงค์เพื่อหารายได้เข้ารัฐ  

บุกค้น ‘กองสลากพลัส’ ทำเพื่อกลั้นแกล้งหรือทำตามหน้าที่?

ส่วนประเด็นที่เกิดขึ้นระหว่าง ‘สำนักงานกองสลากฯ’ และ ‘กองสลากพลัส’ จะมีเรื่องอื่นแอบแฝง นอกจากการทำตามหน้าที่หรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา แต่หากทำถูกกฎหมาย ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะกฎหมายปัจจุบัน ยังไม่มีการระบุโทษ เรื่องการขายสลากออนไลน์ ที่ชัดเจน มีเพียงการเอาผิดฐานขายสลากเเพงเกินกฎหมายกำหนด ส่วนประเด็นข้างเคียงเรื่องการฟอกเงิน หรือภาษี เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พูดง่ายๆ หาก แพลต์ฟอร์มออนไลน์ ขายไม่เกิน 80 บาท และทำทุกอย่างถูกต้อง ก็เป็นเรื่องยากที่จะเอาผิด ยกเว้นมีการแก้ไขกฎหมายใหม่ ส่วนจะเป็นการกลั้นแกล้งกันหรือไม่นั้น ผศ.รัตพงษ์ แม้จะไม่ได้ฟันธงว่าใช่หรือไม่ แต่ก็มองว่าในการทำธุรกิจลักษณะนี้ จะต้องมีคนที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เพราะโดยธรรมชาติของโครงสร้างธุรกิจนี้ สู้ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้

‘สลากแพง’ ควรแก้ยังไง?

ในมุมองส่วนตัวของ ผศ.รัตพงษ์ มองว่าหากต้องการแก้ปัญหาสลากแพงอย่างตรงไปตรงมา คำถาม คือ ถึงเวลาแล้วหรือยัง เพราะถ้าใช้วิธีเดิมแล้วจนถึงตอนนี้ยังแก้ปัญหาไม่ได้ มันก็ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้ผล และจากงานวิจัยที่ ผศ.รัตพงษ์  ได้ทำไว้ช่วงปี 54 

การจะทำให้ราคาสลากมีเสถียรภาพ อย่างแรกคือสำนักงานสลากฯ ต้องมีหน้าที่ผลิตอย่างเดียว ส่วนการจำหน่าย ให้เปิดสัมปทานกับภาคเอกชนที่มีศักยภาพเข้ามาดูแล ภายใต้การกำหนดเงื่อนไขที่ประชาชนได้ประโยชน์ให้ชัดเจน ส่วนสมาคมหรือองค์กรต่างๆ ที่เคยได้โควต้าสลาก ให้ตั้งเป็นบอร์ดดูเเลเรื่องการจัดสรรรายได้ ซึ่งแนวคิดนี้ ต่างประเทศ ทำแล้วไม่เคยมีปัญหาเรื่องสลากแพง

ปัญหาสลากแพง แก้ด้วยการเพิ่มรูปแบบการพนัน?

สุดท้ายการแก้ปัญหาสลากแพงจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีรูปแบบการพนันอื่นเข้ามาเป็นตัวเลือก ที่จะเพิ่มช่องว่าง ไม่ให้เกิดการยื้อแย่งผลประโยชน์ จาก ‘สลาก’ เพียงอย่างเดียว ซึ่งปัญหาสำคัญของประเทศไทย ในภาพใหญ่ ผศ.รัตพงษ์ คิดว่าอยู่ที่มุมมองและทัศนคติ ที่มองว่าการพนันเป็นสิ่งเลวร้าย อาจเพราะด้วยโครงสร้างทางวัฒนธรรม และการประกาศตัวว่าเป็นเมืองพุทธ จึงทำให้มองการพนันในด้านลบ  

ทั้งที่ความจริงแล้วการพนันเป็นสิ่งที่อยู่ในสังคมมายาวนานหลายพันปี ดังนั้นเมื่อมี Demand ก็ต้อง Supply เข้ามาตอบสนอง แต่รัฐมีเพียง ‘สลาก’ เป็นทางเลือกเพียงช่องทางเดียวที่ถูกกฎหมาย ทำให้เกิดการยื้อแย่งผลประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จุดนี้เองที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ ผศ.รัตพงษ์ เห็นด้วยกับแนวคิดที่ของ ‘ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด’ ที่เสนอว่าสำนักงานกองสลากฯ ควรมีกิจกรรมการพนันประเภทอื่น ที่รัฐสามารถควบคุมได้ขึ้นมาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มช่องว่างให้กับการแย่งผลประโยชน์จากสลาก เหมือนประเทศอื่นๆ ที่ใช้วิธีนี้แก้ปัญหาการพนัน

‘กาสิโน’ ถูกกฎหมายคือคำตอบ?

ผศ.รัตพงษ์ ยังชวนตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมตอนนี้เราพูดเรื่อง ‘กาสิโน’ ในสภาฯ กันได้ ส่วนตัวคิดว่าหลายประเทศกำลังมองหาเรื่องการสร้างรายได้เข้ารัฐ โดยเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดังนั้นจึงมองว่าประเทศไทย ควรมีแนวคิดที่ร่วมสมัย เพราะโลกเปลี่ยนไปแล้ว จะบอกว่าเราเป็นสีขาว แล้วประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ล้อมรอบเราเป็นสีดำเพราะมีการพนัน มันไม่ใช่ เพราะความเป็นจริง มันไม่ใช่แบบนั้น  

ดังนั้นสิ่งที่คาดหวัง อย่างน้อยที่สุด คือ การที่เห็นสภาฯ พูดถึงเรื่องเหล่านี้ได้ ก็ถือเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ เรื่องบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และการพูดแบบนี้ ผศ.รัตพงษ์ ย้ำว่าไม่ได้สนับสนุนให้คนเล่นพนัน แต่ในแง่วิชาการมันเป็นแบบนั้น  

จากมุมมองของ ผศ.รัตพงษ์ จะเห็นว่าการแก้สลากแพงไม่ใช่แค่เรื่องการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างในภาพใหญ่ระดับสังคม แต่หากผู้ที่มีหน้าที่ยังประพฤติตัวแบบมือถือสากปากถือศีล อ้างกฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ประชาชนแล้ว ทางออกที่มี ก็อาจจะกลายเป็นแค่ทางที่ถูกปิดป้ายห้ามผ่านก็ได้ใครจะรู้?
expensive_lottery_tickets_politics_casino_rattaphong_sonsuphap_SPACEBAR_Photo06_08eef4fa3a.jpeg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์