พื้นที่ทำการเกษตรที่อยู่บริเวณเชิงเขาในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มักถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของการเกิดปัญหาฝุ่นควัน เนื่องจากในช่วงเตรียมการเพาะปลูก มีความจำเป็นต้องเผากำจัดวัชพืช เพราะไม่สามารถไถกลบได้เหมือนในพื้นที่ราบ

ภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปีนี้เครือข่ายภาคเกษตรเร่งวางมาตรการป้องกันปัญหาฝุ่นควัน PM 2.5 ที่เป็นผลกระทบกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะการเผาในที่โล่ง ที่ถูกหลายฝ่ายจับตามองว่าภาคการเกษตรเป็นต้นตอสำคัญในการทำให้เกิดฝุ่นควัน“โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้นเพื่อลดการเผาแม้จะส่งผลกับการเพิ่มต้นทุนการผลิตก็ตาม เพราะที่ผ่านมาภาคเกษตรถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ที่ทุกภาคส่วนมองว่าเป็นต้นเหตุของการเกิดฝุ่นควัน PM 2.5 ที่ผ่านมาเราจึงมีการจัดสัมมนาเรื่องการแก้ปัญหาฝุ่นควัน ในพื้นที่ภาคเหนืออยู่บ่อยครั้ง”
“มีการระดมทั้งตัวแทนภาคเกษตรกร นักวิชาการ เพื่อวางมาตรการป้องกันหรือหาทางออกให้กับเกษตรกร ในเรื่องของการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก และการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันจะต้องแก้ไขปัญหาทั้งระบบ และการแก้ปัญหาในพื้นที่เพาะปลูกนั้นจะมีการเพิ่มต้นทุนอย่างแน่นอนหากเกษตรกรไม่สามารถเผาได้ แต่เกษตรกรก็ตื่นตัวและยอมรับเงื่อนไข หากได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐในการอำนวยความสะดวก จัดการพื้นที่เพาะปลูกทดแทนการเผา”


ดร.สุดเขต สกุลทอง วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า แนวทางลดการเผาในพื้นที่ทำการเกษตรที่ไม่สามารถนำรถเข้าไปไถกลบได้ โดยเฉพาะพื้นที่ราบเชิงเขา มีความจำเป็นต้องนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มาใช้ประโยชน์ และเพิ่มมูลค่า โดยเฉพาะฟางข้าวและซังข้าวโพด มาแปรรูปให้เป็นชีวมวลอัดเม็ดเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน
“โดยเศษวัสดุเหลือใช้ที่พบมากที่สุดจะเป็นซังข้าวโพด ซึ่งทำให้มีการเผามากที่สุดด้วย เพราะพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาทำให้ยากที่จะกำจัดด้วยวิธีอื่น ซึ่งการใช้เครื่องทำชีวมวลอัดแท่งแบบเคลื่อนที่ และเครื่องทำไบโอซาร์แบบเคลื่อนที่ ที่มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ โดยขนาดเล็กเป็นระบบไฟฟ้าผ่านแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นาน 2 ชั่วโมง และใช้ระบบโซล่าร์เซลล์ได้นาน 8-9 ชั่วโมง จะสามารถใช้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรได้ทุกชนิด เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด แกลบ ขี้เลื่อย ชานอ้อย กะลามะพร้าว กิ่งไม้ต่างๆ โดยเครื่องจะทำการสับเป็นชิ้นเล็ก สับหยาบ บดหยาบ บดละเอียด อัดเป็นเม็ดหรือแท่ง ซึ่งเชื้อเพลิงชีวมวลนี้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งในครัวเรือน ร้านอาหารขนาดเล็ก โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กและใหญ่ อย่างโรงอบลำไย โรงงานทอผ้า ย้อมผ้า สิ่งทอ น้ำมันพืช”


ด้าน พล.ท. ชายแดน กฤษณสุวรรณ รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ปีนี้เราได้มีการเตรียมความพร้อมร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อ ติดตามสถานการณ์การป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยปัจจุบันภาคเหนือ มีลักษณะลมแปรปรวนและมีความเร็วลมเบาบาง การระบายอากาศน้อย
โดยพบว่าสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) ช่วงวันที่ 1 – 10 ธันวาคม 2568 ตรวจพบจุดความร้อนในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 661 จุด ลดลงจาก ปี 2567 จำนวน 372 จุด คิดเป็นร้อยละ 36.01 ซึ่งในปี 2568 ตรวจพบสูงสุดที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 118 จุด รองลงมา คือ จังหวัดเชียงราย จำนวน 98 จุด และ จังหวัดพิจิตร จำนวน 61 จุด
ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่เกษตร จำนวน 419 จุด รองลงมาคือ ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 110 จุด และ พื้นที่เขต.สปก จำนวน 69 จุด ขณะที่จุดความร้อนประเทศเพื่อนบ้าน มีจำนวน 3,553 จุด ลดลงจาก ปี 2567 จำนวน 557 จุด คิดเป็นร้อยละ 13.55 พบมากที่สุดอยู่ที่ ประเทศไทย จำนวน 1,164 จุด รองลงมาคือ ประเทศเมียนมาร์ จำนวน 1,143 จุด

ทั้งนี้ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ส่วนหน้า เตรียมจัดประชุมมอบนโยบายการปฏิบัติงานการแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาคเหนือ ประจำปี 2569 ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เพื่อบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือกับสถานการณ์ไฟป่าก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเผาช่วงเดือนมีนาคม
ข้อมูลจาก ศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองภาค 3 สรุปผลการปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ PM2.5 ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ จุดความร้อนลดลงจากปี 2567 กว่า 13000 จุด แต่ยังมี 9 จังหวัดที่แนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแม่ฮ่องสอน ตาก และอุตรดิตถ์ โดยจุดความร้อนที่พบรวมกว่า 5 หมื่น 7 พัน จุด ส่วนใหญ่เกิดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์กว่า 24,000 จุด และป่าสงวนแห่งชาติกว่า 22,000 จุด ขณะที่พื้นที่เกษตร พบว่าพื้นนาข้าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ






