ทางการฝรั่งเศสสั่งห้ามและจำกัดการชุมนุมในหลายเมืองเมื่อวันพฤหัสบดี หลังเหตุความรุนแรงที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ระหว่างการประท้วงต่อต้านค่าครองชีพสูงของประชาชนกว่าครึ่งล้านคน กลายเป็นเหตุจลาจลและการปล้นสะดมครั้งรุนแรงที่สุดในฝรั่งเศสในรอบหลายปี
ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ประกาศหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองว่า จะมีการบังคับใช้เคอร์ฟิวและมาตรการความมั่นคง รวมถึงห้ามกลุ่มที่ไม่มีสถานะทางกฎหมายจัดการชุมนุม โดยระบุว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการฟื้นฟูความสงบ และจะประชุมคณะมนตรีกลาโหมในวันศุกร์เพื่อกำหนดแนวทางรับมือการชุมนุมทั่วประเทศที่นัดหมายในวันเสาร์
มาครงระบุด้วยว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นำโดยกลุ่มฝ่ายซ้ายสุดโต่งที่มีการจัดตั้ง มุ่งโค่นล้มสาธารณรัฐ
ตำรวจกรุงปารีสสั่งห้ามการชุมนุมของนักศึกษาที่วางแผนไว้ในวันพฤหัสบดี ขณะที่เมืองลียง เมืองใหญ่อันดับสามของประเทศ ประกาศห้ามการชุมนุมทั้งหมดในวันเสาร์ หลังเกิดการปล้นสะดมร้านค้ากว่า 200-300 แห่ง เมืองอื่น ๆ อาทิ เกรอนอบล์ รูอ็อง เลอฮาวร์ และตูลง ก็ออกคำสั่งห้ามชุมนุมในย่านใจกลางเมืองเช่นกัน
โคแปเลีย โมโร ผู้นำนักศึกษาคนหนึ่ง กล่าวว่า รัฐบาลที่ไม่ต้องการให้มีการชุมนุม ซึ่งขัดต่อสิทธิในการประท้วง
รัฐมนตรียุติธรรม เฌราลด์ ดาร์มาแน็ง เปิดเผยว่า จากผู้ถูกจับกุม 2,500 คนนับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว มี 174 คนถูกคุมขัง และกว่า 900 คนอยู่ระหว่างถูกดำเนินคดี นอกจากนี้ยังมีการจับกุมชายอายุ 66 ปี ในข้อหาวางเพลิงศาลาว่าการเมืองลีมอฌ ซึ่งสร้างในศตวรรษที่ 19
ท่ามกลางความวุ่นวาย นักการเมืองฝ่ายต่าง ๆ ต่างฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล มารีน เลอเปน แคนดิเดตฝ่ายขวาจัดที่ผลสำรวจชี้ว่านำโด่งก่อนการเลือกตั้งเดือนเมษายน-พฤษภาคม กล่าวหาว่ามาครงอ่อนแอและขาดอำนาจ ด้านนายกรัฐมนตรีเซบาสเตียน เลกอร์นู นัดประชุมผู้นำพรรคการเมืองหลักเพื่อรับฟังความกังวลและหาทางร่วมมือกัน







