กลายเป็นเรื่องราวชวนถกเถียงถึงความเหมาะของการถ่ายทำรายการในโลกออนไลน์ เมื่อล่าสุดคลิปบทสนทนาของ เจมมี่เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ ในรายการ PrimeCast ของช่อง YouTube: alive dot ที่ดำเนินรายการโดย ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์ มีการเปิดใจถึงพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ทุกวัน ชวนให้สังคมกลับมาตั้งคำถามว่า เหตุใดเรื่องที่อาจเกี่ยวข้องกับภาวะพึ่งพาแอลกอฮอล์จึงยังถูกเล่าผ่านบรรยากาศสนุกสนานและเสียงหัวเราะราวกับเป็นเพียงเรื่องราวของคนปาร์ตี้คนหนึ่งมากกว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ควรได้รับการใส่ใจ
ในโลกโซเชียลอย่าง X ซึ่งเป็นพื้นที่ที่หลายคนใช้ในการเปิดเผยมุมมองและแง่คิดต่างๆ ในสังคมก็มีการถกเถียงถึงความเหมาะสมในการออกอากาศของรายการดังกล่าวด้วย โดยส่วนหนึ่งตั้งคำถามว่า "ทำไมรายการถึงปล่อยเทปนี้ออกมาอ่ะ ไม่รู้จักรายการนี้นะ แต่คอนเท้นต์แบบนี้มันเผยแพร่ได้เหรอ ทั้งคำพูดส่งเสริมการดื่ม มีการดื่มออกรายการ และสภาพของแขกรับเชิญที่ไม่น่าจะ sober ณ ตอนน้้นน่าจะหยุดบันทึกเทปนะ", "เห็นมีอีกรายการของซีกับเอมมี่ คล้ายๆ กัน เรื่องราวเกี่ยวกับนักดื่ม เป็นรายการออนไลน์ เลยไม่มีการควบคุม content จาก กสทช ? แต่ ก็ต้องอยู่ภายใต้ กม? และ ทัศนคติในการทำรายการ กลุ่มเป้าหมาย เหมือนตอนนี้ใครอยากทำ อยากพูดอะไร ก็ไม่มีการควบคุมเลย ถ้าออนไลน์" และ "ไม่ติดที่ JMJ จะดื่มนะ ในสัมก็คุยหลายเรื่องเค้าเป็นคนเก่ง แต่ผู้ผลิตน่าจะคิดถึงภาพลักษณ์แขกที่มาออกหน่อย ถ้าภาพออกไปมันดูเหมือนเมามันเสียอยู่นะ จะนั่งคุยเรื่องดื่มเรื่องอะไรไม่ติดเลย ถ้าคนให้สัมภาษณ์ดูมีสติเต็ม100"

แต่อีกส่วนกลับมองว่าคนที่ชมคลิปวิดีโอดังกล่าวล้วนสามารถแยะแยกได้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร และอะไรควรเอาเป็นแบบอย่างหรือไม่ บางส่วนกลับมองว่าการแสดงออกแบบตรงไปตรงมาของพิธีกรและแขกรับเชิญเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องที่ผิดแปลกและบอกว่าในปปัจจุบันรายการออนไลน์หลายๆ รายการก็มีการดื่มเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยยกตัวอย่างที่ประเทศเกาหลีใต้ที่มีรายการชวนดื่มเช่นกัน โดยบอกว่า "ทำไมที่เกาหลียังทำได้ ทำได้หลายรายการด้วยคนเขาก็ไม่ได้ดราม่ากันนะแถมตอนดูก็สนุกด้วย เอ็นจอยนะ นี่ว่าคนทีดูน่าจะมีความคิดอยู่ว่อะไรควรไม่ควรเชื่อ พี่อย่าเครียดเกินน", "ตอนดูก็เฉยๆ เอนจอยด้วยซ้ำ ไม่เห็นจะอยากไปดื่มเลยซักนิด คสพ.เพื่อนกันมาคุยกันอะ จนมาอ่านทวิตพี่นี่แหละถึงรู้ว่ามีคนคิดอะไรแบบนี้ด้วย", "น่าจะเพราะเป็นยูทูปมั้งคะเลยปล่อยได้ เหมือนรายการดังๆของเกาหลีที่มานั่งดื่มกันกลางรายการเลย ถ้าลงยูทูปได้อันนี้จะแปลกอยู่" และ "โตแล้วคิดเป็นก็แยกแยะบ้างเถอะ อะไรดีไม่ดี จะดูแล้วทำตามทุกอย่างเลยหรอ อันนี้ถ้าจำไม่ผิดรายการช่อง ปันปัน เองปะ"

อย่างไรก็ตาม การยกตัวอย่างรายการจากประเทศเกาหลีใต้อาจไม่สามารถใช้ตอบคำถามเรื่องความเหมาะสมได้ทั้งหมด เพราะการที่คอนเทนต์รูปแบบหนึ่งสามารถเผยแพร่ได้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ผลิตควรละเลยบริบทของผู้ชม วัฒนธรรม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มออนไลน์เปิดให้ผู้ชมทุกวัยเข้าถึงเนื้อหาได้ง่าย และคลิปบางส่วนยังสามารถถูกตัดออกไปเผยแพร่ต่อโดยไม่มีบริบทจากบทสนทนาทั้งหมด
ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่คำถามว่า “คนโตแล้วแยกแยะได้หรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่คือผู้ผลิตเลือกนำเสนอเรื่องการดื่มในลักษณะใด เพราะสื่อไม่ได้มีหน้าที่แค่บันทึกบทสนทนา หากยังเป็นผู้กำหนดบรรยากาศผ่านการตั้งคำถาม การตัดต่อ การใส่เสียงหัวเราะ ไปจนถึงการเลือกภาพที่เผยแพร่ เมื่อเรื่องการดื่มทุกวันถูกนำเสนอเป็นมุกสนุกหรือบุคลิกของคนปาร์ตี้ เส้นแบ่งระหว่างการเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมากับการทำให้พฤติกรรมเสี่ยงดูเป็นเรื่องปกติจึงบางลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีภาวะติดหรือพึ่งพาแอลกอฮอล์เสมอไป และไม่ควรวินิจฉัยใครผ่านคลิปวิดีโอเพียงช่วงสั้นๆ แต่ในอีกด้านหนึ่ง องค์การอนามัยโลกระบุว่าการดื่มแอลกอฮอล์สัมพันธ์กับโรคตับ โรคหัวใจ มะเร็งบางชนิด รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตและความผิดปกติจากการใช้แอลกอฮอล์ โดยความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณและความถี่ของการดื่ม
ส่วนคำถามที่ว่ารายการบน YouTube อยู่นอกเหนือการควบคุมหรือไม่นั้น อาจไม่สามารถสรุปง่ายๆ ว่า “ออนไลน์จึงทำอะไรก็ได้” แม้การกำกับดูแลคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์จะมีโครงสร้างแตกต่างจากโทรทัศน์ แต่เนื้อหาที่เผยแพร่ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมการโฆษณาและประชาสัมพันธ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุดในปี 2568 อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าคลิปใดเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่จำเป็นต้องดูรายละเอียดเรื่องเจตนา รูปแบบการนำเสนอ และองค์ประกอบของเนื้อหาเป็นรายกรณี จึงไม่ควรตัดสินจากภาพการดื่มเพียงอย่างเดียว
ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการเรียกร้องให้ห้ามพูดถึงแอลกอฮอล์ในรายการออนไลน์ เพราะการสนทนาอย่างตรงไปตรงมาอาจเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเห็นชีวิตอีกด้านของแขกรับเชิญได้เช่นกัน แต่ความจริงใจไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อละเว้นความระมัดระวัง ผู้ผลิตสามารถเล่าเรื่องเดิมได้โดยไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าการดื่มหนักเป็นเรื่องเท่ สนุก หรือไม่มีผลกระทบ เช่น การใส่คำเตือน การตั้งคำถามถึงผลต่อสุขภาพและชีวิตประจำวัน รวมถึงหยุดการบันทึกหากผู้ร่วมรายการอยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมให้ความยินยอมอย่างมีสติ
เพราะสุดท้ายแล้ว เสรีภาพในการสร้างคอนเทนต์ย่อมมาพร้อมความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ถูกส่งออกไปสู่สังคม ผู้ชมอาจมีวิจารณญาณของตัวเอง แต่ผู้ผลิตก็ไม่ควรผลักภาระทั้งหมดให้ผู้ชมเป็นฝ่ายแยกแยะเพียงลำพัง โดยเฉพาะเมื่อสิ่งที่กำลังถูกนำเสนอไม่ใช่แค่เรื่องราวสนุกๆ ของวงเหล้า แต่อาจเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ความสัมพันธ์ และคุณภาพชีวิตของคนคนหนึ่ง




