กฎหมายมี…แต่ทำไมคนยังหนีไฟไม่ทัน จากซานติก้า–เมาน์เทน บี–ณ ลาดพร้าว บทเรียนที่ยังสอบไม่ผ่าน การป้องกันอัคคีภัย

13 ก.ค. 2569 - 13:01

  • ซานติก้า-เมาน์เทน บี และโรงเบียร์ลาดพร้าว เกิดต่างช่วงเวลา แต่สะท้อนคำถามเดียวกันเรื่องการใช้อาคาร ระบบอัคคีภัย ทางหนีไฟ และการกำกับดูแล

  • กฎหมายด้านป้องกันอัคคีภัยและการตรวจสอบอาคารหลายฉบับมีอยู่ก่อนเหตุซานติก้า ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ไม่มีกฎหมาย” แต่เป็นการบังคับใช้และติดตามผล

  • ศาลปกครองสูงสุดเคยวินิจฉัยให้ กทม.รับผิดในคดีซานติก้า เพราะละเลยการตรวจสอบและควบคุมการดัดแปลงอาคาร “มีใบอนุญาต” ไม่ได้หมายความว่าอาคารยังปลอดภัย หากมีการต่อเติม เปลี่ยนวัสดุ หรือเปลี่ยนรูปแบบกิจการภายหลัง

กฎหมายมี…แต่ทำไมคนยังหนีไฟไม่ทัน จากซานติก้า–เมาน์เทน บี–ณ ลาดพร้าว บทเรียนที่ยังสอบไม่ผ่าน การป้องกันอัคคีภัย

ทุกครั้งที่เกิดโศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานบันเทิง สังคมไทยมักได้ยินคำว่า “ต้องถอดบทเรียน”

หน่วยงานรัฐประกาศตรวจสถานบริการทั่วประเทศ ตรวจใบอนุญาต ตรวจทางหนีไฟ ตรวจระบบดับเพลิง และกำชับเจ้าหน้าที่ไม่ให้ปล่อยปละละเลย แต่เมื่อกระแสข่าวจางลง คำถามเรื่องความต่อเนื่องของการตรวจสอบก็ค่อย ๆ เงียบหายไป จนกระทั่งเกิดความสูญเสียครั้งใหม่ และวงจรเดิมเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

เช้ามืดวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งล่าสุด หลังมีรายงานผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 27 ราย และมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ผู้เสียชีวิตหลายรายคาดว่าเกิดจากการสำลักควัน ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบจุดต้นเพลิง ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ การใช้อาคาร และเอกสารอนุญาตที่เกี่ยวข้อง

ในช่วงที่ผลสอบสวนยังไม่สิ้นสุด จึงยังไม่ควรสรุปว่าเหตุครั้งนี้เกิดจากความผิดพลาดในส่วนใด แต่ภาพของผู้คนที่พยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ปิดซึ่งเต็มไปด้วยควัน ทำให้สังคมหวนย้อนถึงโศกนาฏกรรม “ซานติก้าผับ” และ “เมาน์เทน บี” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เหตุการณ์ทั้งสามห่างกันเกือบสองทศวรรษ แต่กลับนำไปสู่คำถามเดียวกันว่า เหตุใดประเทศไทยจึงต้องเริ่มตรวจสถานบันเทิงครั้งใหญ่ทุกครั้ง “หลัง” เกิดโศกนาฏกรรม มากกว่าจะสร้างระบบป้องกันที่ทำงานอย่างต่อเนื่องก่อนมีคนเสียชีวิต

From-Santika-Mountain B-to-Lat Phrao-Brewery-Lessons-Learned-from-Fires-in-Thai-Entertainment-Venues-SPACEBAR-Photo01.jpg

ซานติก้า : คืนปีใหม่ที่เปลี่ยนความสุขเป็นโศกนาฏกรรม

คืนวันที่ 31 ธันวาคม 2551 ต่อเนื่องถึงวันที่ 1 มกราคม 2552 เกิดเพลิงไหม้ซานติก้าผับ ย่านเอกมัย ระหว่างงานฉลองส่งท้ายปีเก่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิต 66 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 200 คน กลายเป็นหนึ่งในเหตุเพลิงไหม้สถานบันเทิงที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

From-Santika-Mountain B-to-Lat Phrao-Brewery-Lessons-Learned-from-Fires-in-Thai-Entertainment-Venues-SPACEBAR-Photo02.jpg

หลังเกิดเหตุ ประเด็นที่ถูกตรวจสอบครอบคลุมทั้งการดัดแปลงอาคาร การใช้วัสดุตกแต่งภายใน ระบบป้องกันอัคคีภัย เส้นทางอพยพ และการกำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ผลของคดีไม่ได้หยุดอยู่เพียงการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง แต่ยังขยายไปถึงความรับผิดของหน่วยงานรัฐ ต่อมาในปี 2559 ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า กรุงเทพมหานครละเลยต่อหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมการดัดแปลงอาคารซานติก้าผับ และให้ กทม.ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี 12 ราย รวมประมาณ 5.7 ล้านบาท คำพิพากษานี้สะท้อนว่า ความปลอดภัยของสถานบริการไม่ใช่ภาระของผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่รวมถึงหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ต้องตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายด้วย 

หลังซานติก้า หน่วยงานต่างๆ เร่งตรวจสถานบันเทิง ตรวจใบอนุญาต การใช้อาคาร ระบบไฟฟ้า ทางหนีไฟ และอุปกรณ์ดับเพลิง แต่ข้อมูลจำนวนสถานที่ที่ได้รับการตรวจและผลการดำเนินการกลับกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ไม่มีฐานข้อมูลกลางสาธารณะที่ทำให้ประชาชนติดตามได้ง่ายว่า มีสถานบริการกี่แห่งที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ถูกสั่งแก้ไข หรือกลับมาเปิดหลังปรับปรุงแล้วกี่แห่ง

ข้อจำกัดดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในช่องว่างสำคัญ เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลต่อเนื่อง สังคมจึงประเมินได้ยากว่า มาตรการที่เกิดขึ้นหลังโศกนาฏกรรมเป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ หรือเป็นเพียงปฏิบัติการระยะสั้นในช่วงที่กระแสสังคมกำลังจับตา

From-Santika-Mountain B-to-Lat Phrao-Brewery-Lessons-Learned-from-Fires-in-Thai-Entertainment-Venues-SPACEBAR-Photo03.jpg

เมาน์เทน บี: 13 ปีหลังซานติก้า ปัญหาเดิมกลับมาอีกครั้ง

วันที่ 5 สิงหาคม 2565 เกิดเพลิงไหม้สถานบันเทิงเมาน์เทน บี ในอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุและผู้ที่เสียชีวิตภายหลังจากอาการบาดเจ็บเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมีผู้เสียชีวิตรวม 26 ราย 

การตรวจสอบหลังเกิดเหตุพบประเด็นเกี่ยวกับโครงสร้างอาคาร การต่อเติมสถานที่ ระบบไฟฟ้า วัสดุซับเสียง และเส้นทางเข้าออก เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจทั้งโครงหลังคา การออกแบบ และระบบไฟฟ้า เพื่อหาจุดต้นเพลิงและเหตุที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว 

From-Santika-Mountain B-to-Lat Phrao-Brewery-Lessons-Learned-from-Fires-in-Thai-Entertainment-Venues-SPACEBAR-Photo04.jpg

เหตุเมาน์เทน บี ทำให้ข้อสงสัยไม่ได้หยุดอยู่ที่เจ้าของกิจการ แต่พุ่งไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐและระบบการอนุญาต ผู้เสียหายบางส่วนยื่นเรื่องให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ขณะที่นักกฎหมายและภาคประชาชนตั้งคำถามว่า สถานที่ซึ่งเปิดให้บริการและเป็นที่รู้จักในพื้นที่ สามารถดำเนินกิจการท่ามกลางข้อสงสัยด้านใบอนุญาตและการใช้อาคารได้อย่างไร 

หลังเกิดเหตุ กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานในพื้นที่ประกาศตรวจสถานบริการและสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการทั่วประเทศ ทั้งเรื่องใบอนุญาต เวลาเปิด-ปิด การดัดแปลงอาคาร ทางหนีไฟ และระบบป้องกันอัคคีภัย ก่อนมีคำสั่งปิดสถานที่เกิดเหตุเป็นเวลา 5 ปี อย่างไรก็ตาม เพียงไม่กี่เดือนต่อมา เจ้าหน้าที่ต้องเข้าตรวจร้านที่เปิดขึ้นบนพื้นที่เดิมอีกครั้ง สะท้อนปัญหาการติดตามหลังมีคำสั่งทางปกครองว่า ต้องอาศัยการกำกับดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการออกคำสั่งครั้งเดียว 

สำหรับตัวเลขที่มีการเผยแพร่ว่า หลังเมาน์เทน บี มีการตรวจสถานบริการทั่วประเทศกว่า 4,000–5,000 แห่งนั้น พบการรายงานในสื่อและคำให้สัมภาษณ์หลายช่วงเวลา แต่ยังไม่พบรายงานสรุปฉบับเดียวจากหน่วยงานกลางที่แสดงจำนวนสถานที่ทั้งหมด ผลการตรวจ การสั่งแก้ไข และผลติดตามในระยะยาวอย่างครบถ้วน จึงควรใช้ตัวเลขดังกล่าวด้วยความระมัดระวัง และระบุว่าเป็นข้อมูลจากการรายงานในช่วงหลังเกิดเหตุ ไม่ใช่ฐานข้อมูลตรวจสอบถาวรของประเทศ

From-Santika-Mountain B-to-Lat Phrao-Brewery-Lessons-Learned-from-Fires-in-Thai-Entertainment-Venues-SPACEBAR-Photo05.jpg

โรงเบียร์ลาดพร้าว : ยังไม่ควรด่วนตัดสิน แต่ต้องไม่ปล่อยให้คำถามหายไป

สำหรับเหตุโรงเบียร์ลาดพร้าว ผลสอบสวนอย่างเป็นทางการยังอยู่ระหว่างดำเนินการ สิ่งที่สังคมควรจับตาจึงไม่ใช่เพียงการหาว่าไฟเริ่มจากจุดใด แต่ต้องรวมถึงคำถามว่า อาคารได้รับอนุญาตให้ใช้งานในลักษณะใด มีการดัดแปลงภายหลังหรือไม่ ระบบแจ้งเหตุและระบบดับเพลิงทำงานหรือไม่ ทางออกฉุกเฉินเพียงพอกับจำนวนผู้ใช้บริการหรือไม่ และมีการตรวจสอบครั้งล่าสุดเมื่อใด

อีกประเด็นสำคัญคือ จำนวนคนภายในสถานที่ขณะเกิดเหตุสัมพันธ์กับขีดความสามารถในการอพยพหรือไม่ เพราะต่อให้อาคารมีประตูทางออก แต่หากประตูไม่สามารถรองรับคนจำนวนมาก ไม่มีป้ายหรือไฟฉุกเฉินที่มองเห็นได้ในกลุ่มควัน หรือผู้ใช้บริการไม่ทราบตำแหน่งทางหนีไฟ ทางออกเหล่านั้นอาจไม่สามารถทำหน้าที่ได้จริงในช่วงไม่กี่นาทีที่สำคัญที่สุด

ดังนั้น การสอบสวนเหตุครั้งนี้จำเป็นต้องตอบให้ได้ทั้ง “สาเหตุของการเกิดไฟ” และ “สาเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียจำนวนมาก” ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

กฎหมายมีอยู่ก่อนแล้ว ปัญหาคือใช้จริงหรือไม่

หนึ่งในความเข้าใจที่ควรปรับให้ถูกต้อง คือ ไม่ใช่กฎหมายด้านอัคคีภัยทั้งหมดเพิ่งเกิดขึ้นหลังซานติก้าหรือเมาน์เทน บี

ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมอาคารและกฎกระทรวงที่กำหนดมาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยมาก่อนเหตุซานติก้าแล้ว ตัวอย่างเช่น กฎกระทรวง ฉบับที่ 39 พ.ศ. 2537 ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบแสงสว่าง การระบายอากาศ และระบบจ่ายไฟสำรองสำหรับอาคารบางประเภท (⁠สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า)

นอกจากนี้ กฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ. 2548 กำหนดให้อาคาร 9 ประเภทเข้าระบบตรวจสอบอาคาร รวมถึงอาคารชุมนุมคนและสถานบริการบางประเภท โดยเจ้าของอาคารต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคารตามรอบที่กำหนด 

บทเรียนจากซานติก้าและเมาน์เทน บีไม่ได้ชี้เพียงว่า ประเทศไทย “ไม่มีกฎหมาย” แต่ชี้ว่า ระหว่างกฎหมายบนกระดาษกับสภาพจริงของอาคาร ยังมีช่องว่างสำคัญอยู่หลายชั้นเช่นการควบคุมสถานบันเทิงเกี่ยวข้องกับหลายกฎหมาย ทั้งพระราชบัญญัติสถานบริการ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กฎหมายท้องถิ่น กฎหมายสาธารณสุข และข้อกำหนดเกี่ยวกับสุรา

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อกิจการบางแห่งไม่ได้ขออนุญาตในฐานะ “สถานบริการ” แต่เปิดในรูปแบบร้านอาหาร ร้านจำหน่ายสุรา หรือสถานประกอบการลักษณะคล้ายสถานบริการ ทำให้การกำกับดูแลอาจอยู่คนละช่องทาง ทั้งที่รูปแบบการใช้งานจริงมีดนตรี มีเวที มีคนรวมตัวจำนวนมาก และมีความเสี่ยงด้านอัคคีภัยไม่ต่างจากผับหรือไนต์คลับ

คำถามสำคัญจึงไม่ควรหยุดที่ว่า สถานที่นั้นถือใบอนุญาตชื่ออะไร แต่ต้องดูว่า “ใช้งานจริงอย่างไร” และมาตรฐานความปลอดภัยสอดคล้องกับจำนวนคนและกิจกรรมภายในหรือไม่

กฎหมายตรวจสอบอาคารมีหลักเกณฑ์และแบบรายงานอยู่แล้ว แต่คำถามคือ การตรวจเกิดขึ้นครบถ้วนหรือไม่ รายงานถูกตรวจทานโดยเจ้าพนักงานเพียงใด และเมื่อพบข้อบกพร่อง มีระบบติดตามจนแก้ไขเสร็จจริงหรือไม่ 

คำพิพากษาคดีซานติก้าที่ชี้ถึงความบกพร่องของ กทม. จึงมีความหมายมากกว่าการชดใช้ค่าเสียหาย เพราะยืนยันหลักว่า หน่วยงานรัฐไม่อาจอ้างได้เพียงว่าเจ้าของกิจการเป็นผู้กระทำผิด หากเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ตรวจสอบแต่ละเลยจนปล่อยให้สภาพอันตรายดำรงอยู่ 

From-Santika-Mountain B-to-Lat Phrao-Brewery-Lessons-Learned-from-Fires-in-Thai-Entertainment-Venues-SPACEBAR-Photo06.jpg

จุดร่วมของ 3 โศกนาฏกรรม

แม้ซานติก้า เมาน์เทน บี และโรงเบียร์ลาดพร้าวเกิดขึ้นต่างช่วงเวลาและอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงเฉพาะคดีที่ต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงเหตุการณ์เหล่านี้คือความเสี่ยงของพื้นที่ปิดที่มีคนจำนวนมาก

เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ควันและก๊าซพิษสามารถแพร่กระจายรวดเร็วกว่าที่ผู้คนจะมองเห็นเปลวไฟ ความมืด ความตื่นตระหนก เสียงดัง และการเบียดกันออกจากประตูเดียว ล้วนลดเวลาที่คนจะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้

ด้วยเหตุนี้ ระบบความปลอดภัยจึงต้องทำงานเป็นชุด ตั้งแต่วัสดุที่ไม่เร่งการลุกไหม้ ระบบตรวจจับและแจ้งเหตุที่เตือนตั้งแต่ระยะแรก ระบบควบคุมควัน ไฟฉุกเฉิน ป้ายทางออก ประตูที่เปิดได้จากด้านใน เส้นทางอพยพมากกว่าหนึ่งทาง การจำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการ และพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรม

หากองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งล้มเหลว ระบบส่วนที่เหลืออาจยังช่วยลดการสูญเสียได้ แต่หากหลายระบบล้มเหลวพร้อมกัน เหตุเพลิงไหม้ขนาดเล็กก็อาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ภายในเวลาไม่กี่นาที

ไม่ใช่แค่แก้กฎหมาย แต่ต้องทำให้กฎหมายทำงานทุกคืน

หลังซานติก้า ประเทศไทยเร่งตรวจอาคารและสถานบันเทิง

หลังเมาน์เทน บี หน่วยงานรัฐประกาศกวาดล้างสถานบริการผิดกฎหมายทั่วประเทศ

หลังโรงเบียร์ลาดพร้าว สังคมกำลังรอผลสอบและอาจได้เห็นมาตรการตรวจเข้มอีกครั้ง

แต่คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า จะมีคำสั่งตรวจอีกกี่แห่ง หรือสั่งปิดกี่ร้านในช่วงสัปดาห์แรกหลังเกิดเหตุ

คำถามคือ เมื่อผ่านไป 6 เดือนหรือ 1 ปี ยังมีใครติดตามหรือไม่ว่าสถานที่ที่ถูกสั่งแก้ไขได้แก้ไขจริงแล้วหรือยัง อาคารที่เปลี่ยนเจ้าของหรือเปลี่ยนรูปแบบกิจการได้รับการตรวจใหม่หรือไม่ และเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยให้เกิดการใช้อาคารผิดประเภทต้องรับผิดอย่างไร

ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดกฎหมายด้านความปลอดภัยทั้งหมด แต่ยังขาดระบบที่ทำให้กฎหมายเหล่านั้นถูกบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ โปร่งใส และตรวจสอบได้

บทเรียนที่ประเทศไทยยังสอบไม่ผ่าน

โศกนาฏกรรมทั้งสามไม่ได้เชื่อมโยงกันเพียงเพราะเป็นเหตุไฟไหม้สถานบันเทิง แต่เชื่อมโยงกันด้วยวงจรที่คล้ายกัน

เกิดเหตุ สูญเสีย ตรวจสอบ ประกาศมาตรการ สั่งปิดบางแห่ง ก่อนที่การติดตามจะค่อย ๆ เลือนหายไปจากความสนใจของสังคม

การถอดบทเรียนจึงไม่ควรจบลงที่รายงานสาเหตุหรือการดำเนินคดีกับเจ้าของกิจการ แต่ต้องนำไปสู่ระบบตรวจสอบอาคารที่ต่อเนื่อง ฐานข้อมูลที่ประชาชนเข้าถึงได้ การตรวจซ้ำเมื่อเปลี่ยนการใช้งาน และความรับผิดของเจ้าหน้าที่เมื่อพบการละเลย

เพราะคำถามที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่า “ไฟครั้งนี้เริ่มต้นจากจุดใด”

แต่คือ ประเทศไทยจะยอมให้ความสูญเสียเป็นสัญญาณเตือนให้เริ่มตรวจสอบทุกครั้ง หรือจะสร้างระบบที่มองเห็นความเสี่ยงและหยุดมันก่อนเกิดโศกนาฏกรรมครั้งต่อไป

หากคำถามนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ บทเรียนจากซานติก้า เมาน์เทน บี และโรงเบียร์ลาดพร้าว อาจไม่ใช่บทสุดท้ายของประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนซ้ำ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์