น้ำมันปรับราคาพุ่ง! เขย่าโครงสร้างธุรกิจท่องเที่ยวภูเก็ต ต้นทุนขยับเพิ่ม

28 มี.ค. 2569 - 08:09

  • สถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 6 บาทต่อหน่วย กำลังกลายเป็น “สึนามิทางเศรษฐกิจ” ลูกใหม่ที่ซัดเข้าหาการท่องเที่ยวภูเก็ต โดยส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 2 แกนหลัก คือ “โรงแรม” และ “ขนส่ง” ซึ่งเป็นต้นน้ำและปลายน้ำของห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain)

  • น้ำมันที่แพงขึ้นส่งผลต่อ “ต้นทุนแฝง” ธุรกิจโรงแรม (ต้นน้ำ) ทั้งค่าขนส่งวัตถุดิบอาหารเครื่องดื่ม และค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ขนาดใหญ่ของโรงแรมในการทำความเย็น

  • ขณะที่ธุรกิจขนส่ง (ปลายน้ำ) เป็นกลุ่มที่รับแรงกระแทกเร็วและแรงที่สุด เพราะน้ำมันคือต้นทุนหลัก ของทั้งรถตู้ รถบัสนำเที่ยว และเรือสปีดโบ๊ท การปรับราคาขึ้นแบบฉับพลันทำให้กำไรหดตัวทันที และอาจต้องมีการปรับราคาค่าบริการใหม่ ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น

น้ำมันปรับราคาพุ่ง! เขย่าโครงสร้างธุรกิจท่องเที่ยวภูเก็ต ต้นทุนขยับเพิ่ม

ธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจกำลังเผชิญ “Cost Push” จากพลังงานที่เร่งตัวขึ้นรวดเร็ว ส่งผลให้ต้นทุนดำเนินงานปรับเพิ่มในอัตราสูง โดยเฉพาะภาคขนส่งที่มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึงเกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุนรวม

Fuel-prices-are-soaring-shaking-up-Phuket-tourism-industry-and-driving-up-costs-SPACEBAR-Photo01.jpg

“ข้อมูลอ้างอิงจากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.ชยานนท์ ภู่เจริญ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ระบุว่า ต้นทุนพลังงานในภาคขนส่งอยู่ที่ 39–48% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมอยู่ที่ประมาณ 24% ของต้นทุนรวม ทำให้การปรับขึ้นราคาพลังงานส่งผลโดยตรงต่อ Margin ของผู้ประกอบการ”

“การจำลองสถานการณ์ชี้ว่า หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นในระดับสูง ต้นทุนโรงแรมอาจเพิ่มขึ้นถึง 25.7% และภาคขนส่งอาจเพิ่มขึ้นถึง 38.5% ซึ่งสะท้อนแรงกดดันต่อ EBITDA ของธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีความสามารถในการดูดซับต้นทุน (Cost Absorption) จำกัด”

ผลกระทบดังกล่าวเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในระบบท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นราคาห้องพัก ค่าโดยสาร ค่าแพ็กเกจทัวร์ และราคาอาหาร ซึ่งมีแนวโน้มปรับขึ้นตามต้นทุน (Pass-through Effect) และอาจกระทบต่อ Demand ของนักท่องเที่ยวในระยะถัดไป

Fuel-prices-are-soaring-shaking-up-Phuket-tourism-industry-and-driving-up-costs-SPACEBAR-Photo02.jpg

ธเนศ กล่าวว่า หากแนวโน้มราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง อาจกระทบต่อ “Price Competitiveness” ของประเทศไทยในตลาดท่องเที่ยวโลก โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค

ในเชิงนโยบาย ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐใช้มาตรการระยะสั้นเพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุน เช่น การตรึงราคาน้ำมันดีเซล การกำหนด “Tourism Fuel Rate” สำหรับภาคขนส่งท่องเที่ยว และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว เพื่อช่วยชะลอการปรับขึ้นของต้นทุน

ขณะเดียวกัน เสนอให้มีมาตรการทางการเงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ และสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นฐานสำคัญของอุตสาหกรรม

ในด้าน Demand Side เสนอให้รัฐออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัสท่องเที่ยว” เพื่อรักษาระดับอุปสงค์และลดผลกระทบจากการปรับขึ้นราคา

Fuel-prices-are-soaring-shaking-up-Phuket-tourism-industry-and-driving-up-costs-SPACEBAR-Photo03.jpg

สำหรับแนวทางระยะกลางและระยะยาว ภาคธุรกิจมองว่าจำเป็นต้องเร่ง “Energy Transition” ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น การลงทุน Solar Rooftop ในโรงแรม การพัฒนาระบบขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV) และการจัดตั้งกองทุนพยุงต้นทุนพลังงาน เพื่อบริหารความเสี่ยงจากความผันผวน

“นี่ไม่ใช่เพียงวิกฤตราคาพลังงาน แต่เป็นจุดเปลี่ยนของโครงสร้างต้นทุนทั้งระบบ ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัว ขณะที่ภาครัฐต้องมีมาตรการเชิงระบบเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ธเนศ กล่าว

ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก กำลังเข้าสู่ช่วงทดสอบความแข็งแกร่งของทั้งผู้ประกอบการและนโยบายรัฐ ว่าจะสามารถประคองอุตสาหกรรมให้เดินหน้าต่อได้เพียงใดในระยะยาว

Fuel-prices-are-soaring-shaking-up-Phuket-tourism-industry-and-driving-up-costs-SPACEBAR-Photo04.jpg
Fuel-prices-are-soaring-shaking-up-Phuket-tourism-industry-and-driving-up-costs-SPACEBAR-Photo05.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์