อ่านข้อความแล้วไม่ตอบ นัดแล้วไม่มา หรืออยู่ๆ ก็หายไปโดยไม่มีคำอธิบาย พฤติกรรมที่เรียกว่า Ghosting อาจเป็นที่คุ้นเคยในโลกของคนคุยหรือ Dating App แต่ทุกวันนี้ ‘ผี’ เริ่มเดินทางเข้าสู่ตลาดแรงงาน และคนที่ถูกทิ้งให้งงคราวนี้อาจไม่ใช่คนรัก แต่เป็น HR
ตั้งแต่ผู้สมัครที่คุยกันตามปกติก่อนหายตัวไปหลังนัดสัมภาษณ์ คนที่ผ่านกระบวนการจนได้รับ Job Offer แล้วไม่ตอบกลับ ไปจนถึงบางรายที่ตอบรับงานและทำเอกสารเรียบร้อยแต่ไม่มาทำงานวันแรก พฤติกรรมเหล่านี้เริ่มถูกเรียกว่า Candidate Ghosting หรือ Job Ghosting
Ghosting คือพฤติกรรมที่คนคนหนึ่ง หยุดการติดต่อกับอีกฝ่ายโดยไม่บอกเหตุผลหรือกล่าวลาอย่างชัดเจน เช่น อ่านข้อความแล้วไม่ตอบ ไม่รับสาย ยกเลิกการติดต่อกะทันหัน หรือหายไปทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังสื่อสารกันตามปกติ เดิมคำนี้มักใช้กับความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกและ Dating App แต่ปัจจุบันถูกนำมาใช้อธิบายการหายไปจากความสัมพันธ์รูปแบบอื่นด้วย ทั้งเพื่อน การทำงาน และกระบวนการสมัครงาน โดยจุดสำคัญของ Ghosting คือ อีกฝ่ายถูกทิ้งไว้โดยไม่รู้ว่าความสัมพันธ์หรือการติดต่อจบลงเพราะอะไร
หนึ่งในตัวเลขที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดถึงมาจากผลสำรวจของ ResumeTemplates.com เมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งสอบถาม Hiring Manager ในสหรัฐฯ 1,115 คน และพบว่า 54% เคยเจอผู้สมัคร Gen Z Ghost หลังได้รับ Job Offer
การ ‘หาย’ ยังเกิดขึ้นได้หลายช่วง ตั้งแต่ 41% เคยเจอผู้สมัครหยุดตอบหลังเริ่มติดต่อกันแล้ว 38% หายตัวไปหลังสัมภาษณ์ และ 22% ไม่ตอบกลับหลังได้รับ Offer Letter ขณะที่บางรายตอบรับงานแล้วแต่ไม่ทำเอกสารต่อ ไม่มาทำงานวันแรก หรือเริ่มงานได้ไม่กี่วันก่อนหายตัวไป จาก Read แล้วไม่ตอบ จึงกลายเป็น Offer แล้วไม่มา ได้จริง
อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า ‘54% ของ Gen Z Ghost บริษัท’ เพราะสิ่งที่สำรวจคือสัดส่วนของ Hiring Manager ที่ เคยพบเจอเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่สัดส่วนของคน Gen Z ทั้งหมด และแม้นายจ้างจำนวนมากจะรู้สึกว่า Gen Z มีพฤติกรรมนี้มากกว่าคนรุ่นก่อนก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า Ghosting เป็นนิสัยประจำเจเนอเรชัน
คำถามจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า ‘ทำไม Gen Z ถึงหาย?’ แต่ควรถามด้วยว่า ทำไมการหายไปเฉยๆ จึงกลายเป็นหนึ่งในทางเลือกของคนเมื่อต้องการออกจากกระบวนการสมัครงาน
เพราะ Ghosting ไม่ได้เกิดจากฝั่งผู้สมัครฝ่ายเดียว งานสำรวจของ Indeed ที่เก็บข้อมูลจากผู้หางาน 4,516 คน และนายจ้าง 4,517 คน ในสหรัฐฯ อังกฤษ และแคนาดา พบว่าพฤติกรรมนี้เกิดขึ้นทั้งสองทาง ผู้สมัครอาจหยุดตอบบริษัท ขณะที่ผู้สมัครเองก็มีประสบการณ์ถูกนายจ้างเงียบหายเช่นกัน สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าคือ การสื่อสารในกระบวนการจ้างงานที่ขาดความต่อเนื่อง
งานทบทวนวรรณกรรมเชิงแนวคิดในปี 2026 ที่ศึกษาเรื่อง Candidate Ghosting ในกลุ่มผู้สมัคร Gen Z ยังเสนอแนวคิด Ghosting Reciprocity หรือการ Ghost ที่อาจเกิดเป็นวงจรตอบโต้ เมื่อผู้สมัครเคยเจอการสื่อสารที่ไม่ดี ถูกนายจ้างเงียบหาย หรือผ่านกระบวนการรับสมัครที่ไม่ชัดเจน ประสบการณ์เหล่านี้อาจทำให้การ ‘ไม่ตอบกลับ’ ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับได้มากขึ้น
แน่นอนว่าการเคยถูกบริษัท Ghost ไม่ได้ทำให้การหายจาก HR กลายเป็นเรื่องถูกต้อง แต่มุมนี้ช่วยให้เห็นว่า Ghosting ในตลาดแรงงานไม่ได้จำเป็นต้องเริ่มต้นจากผู้สมัคร Gen Z เพียงฝ่ายเดียว หากทั้งนายจ้างและผู้สมัครต่างคุ้นเคยกับระบบที่อีกฝ่ายสามารถหายไปโดยไม่ปิดบทสนทนา ความเงียบก็อาจค่อยๆ กลายเป็นเรื่องปกติ
สำหรับประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลขนาดใหญ่ที่บอกได้ชัดว่า ผู้สมัคร Gen Z ไทย Ghost นายจ้างมากแค่ไหน จึงไม่ควรนำตัวเลขจากต่างประเทศมาสรุปแทนพฤติกรรมของคนไทยโดยตรง อย่างไรก็ตาม Gen Z กำลังเข้ามามีบทบาทในตลาดแรงงานมากขึ้น โดย Robert Walters รายงานในปี 2026 ว่า 72% ขององค์กรไทยที่สำรวจเปิดรับการจ้าง Talent กลุ่ม Gen Z
เมื่อ Gen Z เข้าสู่ตลาดแรงงานเต็มตัว HR จึงอาจไม่ได้ต้องเรียนรู้เพียงว่าจะ ‘รับคนรุ่นนี้อย่างไร’ แต่รวมถึงว่าจะสื่อสารกับพวกเขาอย่างไร ขณะเดียวกันคนรุ่นใหม่เองก็ต้องเรียนรู้ว่าโลกการทำงานแตกต่างจาก Group Chat ตรงที่ การไม่อยากไปต่อ ไม่จำเป็นต้องจบด้วยการหายไป
บางครั้งข้อความสั้นๆ อย่าง ‘ขอถอนตัวจากกระบวนการสมัครงาน’ หรือ ‘ขอปฏิเสธ Offer เนื่องจากรับโอกาสอื่นแล้ว’ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที แต่ช่วยปิดความสัมพันธ์ทางอาชีพได้ดีกว่าการปล่อยให้อีกฝ่ายโทรหา ส่งข้อความ และสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
Ghosting จึงอาจไม่ใช่แค่ศัพท์จากโลก Dating ที่หลุดเข้ามาในออฟฟิศ แต่กำลังสะท้อนวิธีสร้างและตัด Connection ในยุคที่ทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านหน้าจอได้อย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อความสัมพันธ์เรื่องงานเริ่มต้นด้วยการกด Apply เพียงไม่กี่วินาที การจบลงด้วยการ ไม่ตอบอีกเลย ก็ง่ายดายไม่ต่างกัน เพียงแต่ครั้งนี้คนที่ถูกทิ้งไว้หน้าห้องแชตคือ HR




