กลายเป็นอีกประเด็นที่สร้างความกังวลให้แก่ผู้บริโภคเมื่อมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียออกมาแชร์ประสบการณ์หลังซื้อเจลาโต้รสที่มีถั่วเป็นส่วนผสมจากร้านซึ่งกำลังได้รับความสนใจ ก่อนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างแข็งผิดปกติอยู่ในปาก เมื่อตรวจสอบจึงพบวัตถุที่ผู้โพสต์ระบุว่าเป็นเศษแก้วขนาดใกล้เคียงกับเม็ดถั่วพร้อมพบว่าลิ้นมีเลือดไหล
ผู้ประสบเหตุเล่าว่าหลังคายเศษวัตถุออกมาแล้วยังรู้สึกระคายบริเวณลำคอจึงไม่แน่ใจว่าอาจมีเศษแก้วบางส่วนหลุดลงคอไปหรือไม่ก่อนกลับไปแจ้งกับทางร้าน โดยร้านได้นำถ้วยเจลาโต้และเศษวัตถุกลับไปตรวจสอบ คืนเงินค่าสินค้า และแนะนำให้ไปพบแพทย์พร้อมแจ้งว่าจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล

ผลการตรวจพบว่ามีบาดแผลขนาดเล็กบริเวณลิ้นและกระพุ้งแก้มแต่ไม่พบวัตถุทิ่มหรือบาดบริเวณลำคอ ผู้ประสบเหตุระบุว่าแพทย์แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักเพราะไม่สามารถทราบได้ว่าเศษวัตถุดังกล่าวสะอาดหรือมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนหรือไม่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้เจ้าตัวผิดหวังคือการไม่ได้รับคำอธิบายอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ร้านตรวจสอบส่วนใดไปแล้วบ้างและจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดกับลูกค้าคนอื่นอย่างไร
ในด้านความปลอดภัยทางอาหารเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับหลัก Food Hygiene หรือสุขลักษณะอาหาร ไม่ได้หมายถึงแค่การล้างมือหรือการรักษาความสะอาดของพนักงานแต่ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ ภาชนะ อุปกรณ์ พื้นที่เตรียมอาหาร การเก็บรักษา ไปจนถึงกระบวนการนำอาหารไปเสิร์ฟให้ลูกค้า โดยกรมอนามัยจัดเศษแก้ว เศษโลหะ หรือสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำให้ผู้บริโภคบาดเจ็บไว้ในกลุ่ม “อันตรายทางกายภาพ” ของอาหาร
กรมอนามัยเคยให้คำแนะนำจากกรณีพบเศษแก้วปนเปื้อนในอาหารว่า ร้านควรให้ความสำคัญกับแสงสว่างในบริเวณเตรียมและปรุงอาหารเพื่อให้พนักงานมองเห็นสิ่งสกปรกหรือสิ่งแปลกปลอมได้ชัดเจน รวมถึงต้องตรวจสอบภาชนะและอุปกรณ์ให้สะอาดและอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หากพบสิ่งแปลกปลอมในอาหารทางร้านควรตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุ และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะมากขึ้น
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA อธิบายว่า เศษแก้ว เศษโลหะ และพลาสติกแข็งเป็นสิ่งแปลกปลอมที่อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะวัตถุที่แข็งหรือมีความแหลมคมซึ่งอาจสร้างบาดแผลในช่องปาก ลำคอ หรือระบบทางเดินอาหารได้ FDA จึงกำหนดให้ผู้ประกอบการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตและวางมาตรการควบคุมก่อนที่สินค้าจะถึงมือผู้บริโภค

เคสวัตถุแปลกปลอมในไอศกรีมเคยเกิดขึ้นในต่างประเทศเช่นกัน โดย H-E-B ในสหรัฐอเมริกาเคยประกาศเรียกคืนไอศกรีม Creamy Creations บางรสชาติหลังพบความเป็นไปได้ว่าอาจมีชิ้นส่วนโลหะปนเปื้อน โดยทางบริษัทฯ ระบุชนิดสินค้า ขนาดบรรจุและสินค้าที่ได้รับผลกระทบพร้อมนำผลิตภัณฑ์ออกจากการจำหน่าย ขณะที่เดือนพฤษภาคม 2026 บริษัท Straus Family Creamery เรียกคืนไอศกรีมออร์แกนิกเฉพาะบางรสชาติ ขนาด และรอบการผลิตเนื่องจากอาจมีเศษโลหะปะปนอยู่

ส่วนกรณีเศษแก้วโดยตรงทางสำนักงานมาตรฐานอาหารของสหราชอาณาจักร หรือ Food Standards Agency เคยประกาศเรียกคืน Tesco Sandwich Pickle เนื่องจากอาจมีชิ้นแก้วปะปน โดยระบุรายละเอียดสินค้า ขนาดบรรจุ และรหัสล็อต พร้อมเตือนให้ผู้บริโภคหยุดรับประทานและนำสินค้าไปคืนร้านเพราะถือว่าไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค แนวทางของ FDA ยังระบุว่าประกาศเรียกคืนควรมีข้อมูลที่ช่วยให้ลูกค้าแยกสินค้าได้อย่างชัดเจน เช่น ชื่อสินค้า ขนาดบรรจุ รหัสล็อต วันหมดอายุ และพื้นที่จัดจำหน่าย
ดังนั้นเมื่อพบสิ่งแปลกปลอมในอาหารการรับมือจึงไม่ควรจบเพียงการคืนเงินหรือรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล แต่ควรรวมถึงการเก็บหลักฐาน ตรวจสอบวัน เวลา สาขา รสชาติ วัตถุดิบ และรอบการผลิต กักสินค้าหรือวัตถุดิบที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงแจ้งผลการตรวจสอบและมาตรการป้องกันแก่ผู้ได้รับผลกระทบ หากพบว่าความเสี่ยงอาจกระทบลูกค้ารายอื่นก็ควรพิจารณาแจ้งเตือนหรือนำสินค้าออกจากการจำหน่ายอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเศษแก้วตามคำบอกเล่าของผู้ประสบเหตุเข้าสู่เจลาโต้จากขั้นตอนใดจึงควรรอฟังผลตรวจสอบและคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากร้าน เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าคำว่า “พรีเมียม” ไม่ควรหมายถึงเพียงราคา รสชาติ หรือวัตถุดิบเท่านั้น หากต้องรวมถึงมาตรฐานความปลอดภัย ความโปร่งใส และความจริงใจในการดูแลลูกค้าเมื่อเกิดความผิดพลาดด้วย




