ในช่วงปี 2569 ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หลังจากภาครัฐทยอยออกมาตรการใหม่เพื่อยกระดับมาตรฐานผู้รับเหมาก่อสร้าง และเพิ่มความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของประชาชน
จุดเริ่มต้นสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2569 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ หรือที่สังคมรู้จักกันในชื่อ “สมุดพกผู้รับเหมา”
มาตรการดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่กระทรวงคมนาคมผลักดันร่วมกับกรมบัญชีกลาง เพื่อใช้ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของผู้รับเหมาระหว่างบริหารสัญญา โดยครอบคลุมโครงการก่อสร้างของภาครัฐตั้งแต่ขนาดเล็กที่มีวงเงินตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ไปจนถึงโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
เปิดเกณฑ์การหักคะแนนตามระดับความรุนแรง
สาระสำคัญของ “สมุดพกผู้รับเหมา” คือการนำระบบคะแนนมาใช้วัดพฤติกรรมและคุณภาพการทำงานของผู้รับจ้าง หากผู้รับเหมาดำเนินงานล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนงาน หรือมีข้อบกพร่องด้านมาตรฐานและความปลอดภัย ก็จะถูกหักคะแนนตามระดับความรุนแรงของพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างเกณฑ์สำคัญ ได้แก่
- กรณีงานล่าช้า : หากผู้รับเหมาทำงานล่าช้าจนถูกปรับเกินกว่าร้อยละ 10 ของวงเงินในสัญญา จะถูกหักทันที 20 คะแนน และจะถูกหักเพิ่มขึ้นในทุก ๆ 30 วันที่ยังมีความล่าช้าต่อเนื่อง
- กรณีบกพร่องร้ายแรงจนมีผู้เสียชีวิต : หากการดำเนินโครงการเกิดความบกพร่อง ไม่ได้มาตรฐานทางวิศวกรรมและความปลอดภัย จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จะถูกตัดคะแนนสูงสุดถึง 60 คะแนน พร้อมทั้งถูกสั่งระงับสิทธิ (แบน) ในการยื่นซองประมูลงานภาครัฐโครงการใหม่ เป็นเวลาตั้งแต่ 30 วัน ถึงสูงสุด 720 วัน
กล่าวได้ว่า “สมุดพกผู้รับเหมา” เปรียบเสมือนระบบสะสมคะแนนความประพฤติของผู้รับจ้างภาครัฐ ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานของรัฐสามารถติดตามคุณภาพการทำงานของผู้รับเหมาได้ตลอดช่วงอายุสัญญา
“กฎกระทรวงทิ้งงาน” ออกตามอำนาจกฎหมายใด
นอกจากมาตรการประเมินผลการปฏิบัติงานแล้ว ภาครัฐยังได้ออกกฎกระทรวง กำหนดการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน พ.ศ.2569 เพื่อใช้เป็นกลไกจัดการกับกรณีที่มีความร้ายแรงสูงกว่าการผิดสัญญาหรือการทำงานล่าช้าทั่วไป
กฎกระทรวงฉบับนี้มีที่มาจากพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 โดยมีบทบัญญัติสำคัญที่เกี่ยวข้อง 3 ส่วน ได้แก่
มาตรา 5 วรรคหนึ่ง
เป็นบทนิยามศัพท์ของกฎหมาย โดยกำหนดความหมายของคำว่า “ผู้ประกอบการ” ซึ่งครอบคลุมผู้รับเหมา ผู้ขาย และผู้ให้บริการที่เข้าร่วมการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
กล่าวคือ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดว่า “ใคร” อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายฉบับนี้
มาตรา 109 (6)
เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงกำหนดพฤติการณ์อื่นเพิ่มเติมที่อาจถือเป็น “การทิ้งงาน” ได้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง มาตรา 109 (6) เป็นฐานอำนาจทางกฎหมายที่เปิดทางให้ภาครัฐกำหนดพฤติการณ์เพิ่มเติมที่อาจถือเป็นการทิ้งงานได้ในอนาคต
กฎกระทรวงกำหนดการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน พ.ศ.2569
กฎกระทรวงฉบับนี้กำหนดว่า
การปฏิบัติงานหรือละเว้นการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างงานก่อสร้าง ตั้งแต่วันลงนามในสัญญาจนถึงวันตรวจรับงานครั้งสุดท้าย หรือวันเลิกสัญญา ที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจนเป็นอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน ถือเป็นการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน
จาก “สมุดพกผู้รับเหมา” สู่ “กฎกระทรวงทิ้งงาน”
หากมองในเชิงนโยบาย ทั้งสองมาตรการถือเป็นฟันเฟืองของระบบเดียวกัน โดย “สมุดพกผู้รับเหมา” ทำหน้าที่ติดตามและประเมินพฤติกรรมการทำงานของผู้รับจ้างตลอดอายุสัญญา ขณะที่ “กฎกระทรวงทิ้งงาน” เป็นกลไกทางกฎหมายที่ใช้จัดการกับกรณีที่ความบกพร่องมีความร้ายแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของประชาชน
ที่ผ่านมา ผู้รับเหมาที่มีประวัติทำงานล่าช้าหรือมีปัญหาด้านคุณภาพงาน อาจยังสามารถเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐได้ต่อเนื่อง แต่ภายใต้ระบบใหม่ ภาครัฐสามารถบันทึกประวัติการทำงาน หักคะแนนตามระดับความผิด ระงับสิทธิการเข้าร่วมประมูล และในกรณีที่เข้าข่ายตามกฎกระทรวง พ.ศ.2569 ยังอาจนำไปสู่การพิจารณาตามกระบวนการเพื่อขึ้นบัญชีเป็น “ผู้ทิ้งงาน” (Blacklist) ได้อีกด้วย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง หาก “สมุดพกผู้รับเหมา” เป็นระบบเฝ้าระวังและสะสมประวัติการทำงานของผู้รับเหมา “กฎกระทรวงทิ้งงาน” ก็เปรียบเสมือนมาตรการทางปกครองที่เข้มข้นที่สุดมาตรการหนึ่งในระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ดังนั้น ผู้รับเหมาที่ต้องการทำงานกับภาครัฐในอนาคต จะไม่ได้ถูกประเมินเพียงความสามารถในการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาเท่านั้น แต่ยังต้องแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อคุณภาพงาน ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสังคมตลอดอายุของโครงการ เพราะความผิดพลาดที่ร้ายแรงอาจไม่ได้จบลงเพียงการถูกหักคะแนน แต่ยังอาจนำไปสู่การขึ้นบัญชีเป็น “ผู้ทิ้งงาน” (Blacklist) และสูญเสียโอกาสในการรับงานภาครัฐในระยะยาวได้อีกด้วย
ดูเพิ่มเติม
ราชกิจจานุเบกษา : ระเบียบกระทรวงการคลังฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2569
ราชกิจจานุเบกษา : พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560
ราชกิจจานุเบกษา : กฎกระทรวง กำหนดการกระทำอันมีลักษณะเป็นการทิ้งงาน







