สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ม.บูรพา เฝ้าระวัง “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” ตั้งแต่อ่างศิลาถึงบางแสน พบ Noctiluca scintillans สูงสุดบริเวณแหลมแท่น–ศาลเจ้าพ่อแสน แม้ยังไม่พบภาวะพร่องออกซิเจน แต่การเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อม ขณะที่ข้อมูลอีกด้านสะท้อนปัญหา “แพลงก์ตอนบลูม” ในอ่าวไทยตอนในที่เชื่อมโยงทั้งสารอาหารจากกิจกรรมมนุษย์ อุณหภูมิน้ำทะเล และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“บางแสน” กำลังเกิดอะไรขึ้น?
สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา แจ้งเฝ้าระวังสถานการณ์ “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” บริเวณชายฝั่งตั้งแต่อ่างศิลาถึงชายหาดบางแสน เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 หลังตรวจพบการเพิ่มขึ้นของแพลงก์ตอนพืชที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสี หรือที่เรียกกันว่า Red Tide
“บางแสน” เที่ยวได้ไหม? จากการเก็บตัวอย่างน้ำทะเลและตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า Noctiluca scintillans เป็นชนิดเด่น มีความหนาแน่นประมาณ 250–4,800 เซลล์ต่อลิตร โดยพบความหนาแน่นสูงสุดบริเวณตอนเหนือของชายหาดบางแสน หรือแหลมแท่น และบริเวณตอนกลางของชายหาดใกล้ศาลเจ้าพ่อแสน
ประเด็นสำคัญคือ Noctiluca scintillans เป็นแพลงก์ตอนกลุ่มไดโนแฟลเจลเลตที่ “ไม่สร้างสารพิษ” ดังนั้น การพบแพลงก์ตอนชนิดนี้จึงไม่ได้หมายความว่าเกิดการปนเปื้อนสารพิษในทะเลโดยตรง แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือ “ปริมาณ” และสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อแพลงก์ตอนเพิ่มจำนวนมาก น้ำทะเลอาจเปลี่ยนเป็นสีเขียว และเมื่อเซลล์เหล่านี้ตาย กระบวนการย่อยสลายอินทรียวัตถุโดยจุลินทรีย์จะใช้ออกซิเจนในน้ำ หากเกิดขึ้นในปริมาณมาก ออกซิเจนละลายในน้ำอาจลดลงจนกลายเป็นภาวะพร่องออกซิเจน และสร้างความเครียดให้กับสัตว์น้ำ

ตอนนี้บางแสน “ยังไม่ถึงขั้นอันตราย” แต่ต้องจับตา
ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำเบื้องต้น บริเวณอ่างศิลา ถึง ชายหาดบางแสน พบว่า
- อุณหภูมิของน้ำ อยู่ในช่วง 31.0 - 33.0 องศาเซลเซียส (˚C)
- ความเค็ม อยู่ในช่วง 22.2 - 27.0 ส่วนในพัน (PSU)
- ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) อยู่ในช่วง 5.50 - 10.91มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L)
- ค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในช่วง 7.68 - 8.03
ที่สำคัญ สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลระบุว่า ยังไม่พบภาวะพร่องออกซิเจนในน้ำในช่วงเวลาที่สำรวจ ดังนั้น ภาพน้ำทะเลเปลี่ยนสีครั้งนี้จึงยังไม่ควรถูกตีความว่าเป็น “ทะเลตาย” หรือเป็นเหตุฉุกเฉินด้านพิษภัยต่อคน แต่คำว่า “ยังไม่พบ” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีความเสี่ยง” เพราะจำนวนแพลงก์ตอนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อม กระแสน้ำ และสภาพอากาศ การติดตามต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมากกว่าการดูภาพทะเล ณ ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง

แล้วอะไรทำให้แพลงก์ตอนบลูม?
คำตอบไม่ได้มีเพียง “ธรรมชาติ” หรือ “โลกร้อน” อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นการซ้อนกันของหลายปัจจัย
1. ธรรมชาติของทะเลเอง
แพลงก์ตอนบลูมไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมด เนื่องจากแพลงก์ตอนพืชเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทะเลตามธรรมชาติ และการเพิ่มจำนวนเป็นช่วงๆ สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม ในช่วงปลายฤดูฝนเป็นช่วงหนึ่งที่ต้องจับตา เพราะน้ำจืดจากแผ่นดินไหลลงสู่ทะเลมากขึ้น พร้อมพาธาตุอาหารลงมาด้วย
เมื่อมีทั้งน้ำ สารอาหาร และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แพลงก์ตอนจึงมีโอกาสเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ดังนั้น “น้ำทะเลเขียว” ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ทำให้เกิดทั้งหมดตั้งแต่ต้น แต่คำถามสำคัญกว่าคือ มนุษย์กำลังเติมอะไรเข้าไปในระบบจนทำให้ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติเกิดถี่หรือรุนแรงขึ้นหรือไม่
2. มนุษย์เติม “อาหาร” ให้ทะเลมากเกินไป
แหล่งสารอาหารสำคัญ ได้แก่ ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส จากปุ๋ยการเกษตร น้ำทิ้งจากชุมชน และกิจกรรมอุตสาหกรรม
เมื่อสารอาหารเหล่านี้ไหลลงสู่ทะเลมากเกินไป ก็เปรียบเหมือนการเติมปุ๋ยให้กับระบบนิเวศทะเล ผลที่ตามมาคือแพลงก์ตอนบางกลุ่มมีโอกาสเติบโตและขยายจำนวนอย่างรวดเร็ว นี่คือจุดที่เรื่อง “น้ำทะเลเปลี่ยนสี” เปลี่ยนจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ มาเป็น โจทย์ด้านการจัดการมลพิษทางน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินบนแผ่นดิน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกลางทะเล อาจเริ่มต้นจากสิ่งที่เกิดขึ้นบนบก
3. แล้วโลกร้อนเกี่ยวไหม?
อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นไม่ได้เป็นคำอธิบายเพียงข้อเดียวของแพลงก์ตอนบลูม แต่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้ระบบมีแนวโน้มเอื้อต่อการเกิดบลูมมากขึ้น
น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นจากภาวะโลกร้อนสามารถเกี่ยวข้องกับการเกิดแพลงก์ตอนบลูม การแบ่งชั้นของน้ำ และความสามารถของน้ำในการเก็บออกซิเจน พูดง่ายๆ คือ โลกร้อนไม่ได้จำเป็นต้องเป็น “ต้นเหตุเดียว” แต่สามารถทำให้ระบบทะเลมีความเปราะบางมากขึ้น และนี่คือส่วนที่น่ากังวลในระยะยาว เพราะหากในทะเลมีสารอาหารสูงจากกิจกรรมมนุษย์อยู่แล้ว ขณะที่อุณหภูมิน้ำเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยสองด้านนี้สามารถมาซ้อนทับกัน ทำให้การจัดการปัญหายากขึ้น

จาก “น้ำเขียวสวย” สู่ “Dead Zone” ได้อย่างไร?
ภาพและคลิปจากการสำรวจทางอากาศของ Theerasak Saksritawee สะท้อนอีกมุมของแพลงก์ตอนบลูมในอ่าวไทย โดยผู้สำรวจระบุว่าพบพื้นที่น้ำเปลี่ยนสีเป็นบริเวณกว้าง และตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างระหว่างพื้นที่ที่มีแพลงก์ตอนหนาแน่นกับบริเวณขอบของพื้นที่ดังกล่าว
คำว่า “Dead Zone” หรือเขตมรณะ เป็นคำอธิบายเชิงสื่อสารถึงพื้นที่ที่ออกซิเจนต่ำมาก (ไม่ใช่ข้อสรุปจากผลตรวจของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลในบริเวณบางแสน)
ทว่า ความน่ากลัวของปรากฏการณ์นี้อยู่ที่กระบวนการต่อเนื่อง หากสารอาหารเพิ่ม แพลงก์ตอนเพิ่ม แพลงก์ตอนตาย จุลินทรีย์ย่อยสลาย ใช้ออกซิเจน DO ลดลง สัตว์น้ำเริ่มได้รับผลกระทบ
ดังนั้น หากออกซิเจนลดต่ำมาก สัตว์น้ำที่เคลื่อนที่หนีไม่ได้ เช่น สิ่งมีชีวิตหน้าดินและสัตว์น้ำบางชนิด จะได้รับผลกระทบก่อน
นั่นหมายความว่า ปัญหาไม่ได้จบอยู่ที่ “สีของน้ำ”
สีเขียวจึงเป็นเพียงสิ่งที่ตามองเห็น แต่สิ่งที่ต้องวัดจริงๆ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในน้ำ ทั้งปริมาณแพลงก์ตอน ออกซิเจนละลายน้ำ และคุณภาพน้ำโดยรวม
กระทบคนหรือไม่? ต้องแยก “พิษ” ออกจาก “ระบบนิเวศ”
สำหรับสถานการณ์บางแสน ข้อมูลของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลระบุชัดว่า Noctiluca scintillans ที่พบไม่สร้างสารพิษ ดังนั้น ไม่ควรเหมารวมว่าน้ำทะเลเปลี่ยนสีครั้งนี้เป็น “น้ำพิษ” หรือเป็นอันตรายต่อคนโดยตรง แต่สำหรับคนที่ใช้ประโยชน์จากชายฝั่ง ความเสี่ยงอีกด้านคือผลกระทบทางอ้อม หากบลูมขยายตัวและทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมลง โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะออกซิเจนต่ำจนกระทบสัตว์น้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง ประมง และกิจกรรมที่พึ่งพาทะเลก็อาจได้รับผลกระทบตามมา
สัตว์ทะเลอาจได้รับผลกระทบก่อนมนุษย์
นี่คือมิติที่น่าสนใจจากภาพสำรวจวาฬในอ่าวไทย ข้อมูลจาก Theerasak Saksritawee ระบุว่า ระหว่างการสำรวจพบวาฬแม่ลูกกินปลาอยู่ในบริเวณดังกล่าว โดยวาฬยังพบอาหารบริเวณขอบพื้นที่ แต่มีพฤติกรรมว่ายผ่านบริเวณที่มีน้ำเขียวหนาแน่น
ข้อมูลนี้เป็นข้อสังเกตจากการสำรวจภาคสนาม ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าวเกิดจากแพลงก์ตอนบลูมโดยตรง แต่ภาพดังกล่าวชวนให้เห็นความจริงสำคัญของทะเลว่า สัตว์ทะเลไม่ได้รับผลกระทบเพียงจากสารพิษเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงออกซิเจน แหล่งอาหาร และคุณภาพถิ่นอาศัย ก็สามารถเปลี่ยนรูปแบบการใช้พื้นที่ของสัตว์ทะเลได้เช่นกัน และหากภาวะออกซิเจนต่ำขยายตัวเป็นวงกว้าง ผลกระทบอาจไล่ขึ้นไปตามห่วงโซ่อาหาร ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กไปจนถึงสัตว์น้ำที่พึ่งพาพื้นที่เหล่านั้นเป็นแหล่งอาหาร
กระทบท่องเที่ยวบางแสนแค่ไหน?
ระยะสั้น ผลกระทบอาจอยู่ที่ภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นมากกว่าภัยต่อสุขภาพโดยตรง จากข้อมูลที่มีในขณะนี้ “บางแสน” เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวชายทะเลที่กิจกรรมของคนผูกกับคุณภาพน้ำโดยตรง เมื่อคนเห็นทะเลเปลี่ยนสี คำถามจะเกิดขึ้นทันทีว่า “ยังลงเล่นน้ำได้หรือไม่?”
แม้ข้อมูลครั้งนี้ยังไม่พบภาวะพร่องออกซิเจน และแพลงก์ตอนชนิดเด่นไม่สร้างสารพิษ แต่หากปรากฏการณ์เกิดขึ้นซ้ำๆ รุนแรงขึ้น หรือมีสัตว์น้ำตายและเกิดกลิ่นจากการย่อยสลายตามมา ผลกระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการย่อมหลีกเลี่ยงได้ยาก ที่สำคัญกว่านั้นคือ การท่องเที่ยวเป็นปลายทางของระบบนิเวศ ถ้าคุณภาพน้ำดี ชายหาดดี สัตว์ทะเลสมบูรณ์ คนก็มีเหตุผลที่จะมาเที่ยว แต่ถ้าระบบนิเวศเสื่อมลง ต้นทุนจะไม่ได้ตกอยู่กับทะเลเพียงอย่างเดียว แต่อาจไหลไปถึงประมง ผู้ประกอบการ ร้านอาหาร ชุมชนชายฝั่ง และเศรษฐกิจการท่องเที่ยว
จากบางแสนถึงอ่าวไทย ปัญหาอาจใหญ่กว่าที่ตาเห็น
ข้อมูลจาก ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ช่วงนี้เกิดแพลงก์ตอนบลูมในอ่าวไทยตอนใน เป็นพื้นที่กว้างมากครอบคลุมเกือบทั้งอ่าว (เพชรบุรี-ชลบุรี) ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำ การประมง การเพาะเลี้ยง การท่องเที่ยว ฯลฯ
แพลงก์ตอนบลูมขนาดยักษ์เช่นนี้เกิดเพราะ
1) เป็นช่วงเวลาปลายฝนที่น้ำจืดลงทะเลมาก ธาตุอาหารในน้ำสูง
2) สภาพอากาศที่อาจกระตุ้นให้เกิดง่าย เช่น ลมพัดขึ้นเหนือ ทำให้น้ำอยู่ในอ่าวนาน เกิดการสะสมเพิ่มขึ้นของธาตุอาหาร
3) น้ำจากกิจกรรมมนุษย์ เช่น ชุมชน เกษตร อุตสาหกรรม ฯลฯ มีปริมาณธาตุอาหารสูงมากและยังไม่สามารถควบคุมได้
4) น้ำทะเลร้อนขึ้นจากโลกร้อน ทำให้แพลงก์ตอนบลูมเกิดง่ายขึ้น (การขยายตัวอย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนพืช การแบ่งชั้นของน้ำ ฯลฯ)
5) เอลนีโญอาจเริ่มส่งผล เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีปรกติ หากฝนจบเร็ว หนาวมาเร็ว จะยิ่งทำให้ฟ้าใส ขณะที่น้ำจืดปลายฝนยังคงไหลลงทะเล ยิ่งทำให้เกิดแพลงก์ตอนบลูมได้ง่าย
ในปัจจุบันการเกิดแพลงก์ตอนบลูมในอ่าวไทยตอนในเพิ่มขึ้นกว่าในอดีต (2524-2543) เกือบ 3 เท่า และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเรายังไม่สามารถควบคุมปริมาณธาตุอาหารในน้ำที่ไหลลงอ่าวไทย อีกทั้งภาวะโลกร้อนจะยิ่งกระตุ้นทำให้เกิดง่ายขึ้น
มองไปข้างหน้า ความสมบูรณ์ของอ่าวไทยตอนในจะลดลง ตามสถานการณ์แพลงก์ตอนบลูมที่ทวีความรุนแรงขึ้นครับ
บางแสนกำลังบอกอะไรเรา?
สถานการณ์อ่างศิลา–บางแสนครั้งนี้ยังไม่ใช่ภาพของทะเลที่เข้าสู่ภาวะวิกฤตจากข้อมูลตรวจวัดเบื้องต้น เพราะยังไม่พบภาวะพร่องออกซิเจน และแพลงก์ตอนชนิดเด่นก็ไม่สร้างสารพิษ แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะแพลงก์ตอนบลูมเป็นเหมือนสัญญาณเตือนของ “สมดุลระบบนิเวศ” ว่ามีบางอย่างในระบบกำลังเปลี่ยนแปลง
สำหรับประชาชนและผู้ประกอบการชายฝั่ง สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ระบุว่าสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพน้ำแบบ Real-time จากสถานีโทรมาตรบางแสนผ่านระบบ Ocean Color monitoring ซึ่งมีข้อมูลเบื้องต้น เช่น คลอโรฟิลล์เอ ความเค็ม อุณหภูมิน้ำทะเล และออกซิเจนละลายน้ำ รวมถึงติดตามข้อมูลผ่าน LINE Official: WQTest-kit Buu ได้
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก






