เปลี่ยนอาหารส่วนเกินให้เป็นทรัพยากร ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง
ปัญหา Food Waste เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะอาหารที่ถูกทิ้งไม่ได้หมายถึงการสูญเสียเพียงวัตถุดิบหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังหมายถึงการสูญเสียทรัพยากรที่ใช้ในการผลิตอาหาร ทั้งน้ำ พลังงาน พื้นที่เพาะปลูก ตลอดจนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดเตรียมอาหารและการบริโภคในแต่ละวัน การบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหารจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
กรณีของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เป็นอีกตัวอย่างของการนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยคว้ารางวัล Good Sustaining Partner Award ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จากเวที SOS Thailand Awards 2026 ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ ประเทศไทย (Scholars of Sustenance: SOS Thailand) เพื่อยกย่ององค์กรพันธมิตรที่มีบทบาทในการลดการสูญเสียอาหารและสนับสนุนการเข้าถึงอาหารอย่างเท่าเทียม

ความสำเร็จดังกล่าวมีตัวเลขผลการดำเนินงานรองรับ โดยตลอดความร่วมมือกับ SOS Thailand ตั้งแต่ปี 2560–2568 เซ็นทาราส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพและสามารถรับประทานได้ (Surplus Food) รวมทั้งสิ้น 164,776.33 กิโลกรัม หรือประมาณ 164.78 ตัน คิดเป็นอาหารจำนวน 654,722 มื้อ พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 372.14 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO₂e)
การดำเนินงานครอบคลุมโรงแรมและรีสอร์ทในเครือ 8 แห่ง ทั้งในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยประสานความร่วมมือกับ SOS Thailand เพื่อนำอาหารส่วนเกินที่ยังรับประทานได้ไปส่งต่อให้แก่ชุมชนและกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลือ
ขณะที่ผลการดำเนินงานล่าสุดในช่วงเดือนมกราคม–กันยายน 2569 เซ็นทาราส่งต่ออาหารส่วนเกินเพิ่มเติมได้อีก 17.30 ตัน เทียบเท่าอาหาร 72,509 มื้อ และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีก 43,609.78 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าสะท้อนการดำเนินงานที่ยังคงต่อเนื่องทั้งในมิติสิ่งแวดล้อมและสังคม

ลดขยะตั้งแต่ต้นทาง
อย่างไรก็ตาม การจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืนไม่ควรหยุดอยู่ที่การนำอาหารส่วนเกินไปบริจาค แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การลดอาหารเหลือทิ้งในกระบวนการดำเนินงาน ไปจนถึงการนำขยะอาหารที่เกิดขึ้นกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
เซ็นทาราจึงขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารผ่านโครงการ NO Bin Day ซึ่งรณรงค์ให้พนักงานตักอาหารในปริมาณที่เหมาะสมและรับประทานให้หมด เพื่อลดอาหารเหลือทิ้งจากห้องอาหารพนักงาน โดยจัดกิจกรรมสัปดาห์ละ 1 วัน ปัจจุบันตั้งแต่ปี 2566 มีโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเข้าร่วมแล้ว 15 แห่ง
อีกหนึ่งแนวทางคือการนำขยะอาหารกลับมาใช้ประโยชน์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยในปี 2568 เซ็นทารานำขยะอาหารไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้รวม 231.91 ตัน รวมถึงนำบางส่วนไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ (EM) สำหรับดูแลพื้นที่สีเขียวภายในโรงแรม และแจกจ่ายให้แก่ลูกค้า พนักงาน และชุมชนโดยรอบ
ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดการขยะอาหารด้วยวิธีอื่นเพื่อให้ทรัพยากรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์แทนการกำจัด โดยข้อมูลปี 2568 ระบุว่า เซ็นทารามีปริมาณขยะอาหารจากการดำเนินงานรวม 2,204.43 ตัน ซึ่งมีการนำขยะอาหาร 54% ส่งต่อไปใช้เป็นอาหารสำหรับฟาร์มสัตว์ ตลอดจนจัดการผ่านแนวทางอื่น เช่น การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และการแปรรูปเป็นก๊าซชีวภาพ
นอกจากขยะอาหารแล้ว เซ็นทารายังขยายแนวทางการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนไปสู่ของเสียประเภทอื่น โดยในปี 2568 สามารถรวบรวมน้ำมันพืชใช้แล้วได้ 66.70 ตัน เพื่อนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ ส่วนกากกาแฟจากการให้บริการภายในโรงแรมถูกนำกลับมาใช้เป็นวัสดุบำรุงต้นไม้และส่งมอบให้แก่ลูกค้า
อีกส่วนสำคัญคือการวางระบบบริหารจัดการของเสียภายในองค์กร โดยกำหนดนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Standard Operating Procedure: SOP) ครอบคลุมการคัดแยกขยะทั่วไป ขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย และขยะอาหาร พร้อมจัดเก็บข้อมูลปริมาณขยะเพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการอย่างต่อเนื่อง

C-E-N-T-A-R-A Sustainability Blueprint กับเป้าหมาย Net Zero 2050
ทัศน์ชัย พัฒนโกศัย ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายบริหารความเสี่ยง กฎหมาย และความยั่งยืน โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา กล่าวว่า เซ็นทาราดำเนินธุรกิจตามแนวทางสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาอย่างต่อเนื่องเกือบ 20 ปี โดยปัจจุบันขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ C-E-N-T-A-R-A Sustainability Blueprint เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน
โดยให้ความสำคัญกับการลดการสูญเสียอาหารตั้งแต่ต้นทาง การนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ และการส่งต่ออาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพให้แก่ผู้ที่ต้องการ ผ่านความร่วมมือกับ SOS Thailand อย่างต่อเนื่อง
สำหรับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เซ็นทาราตั้งเป้าลดปริมาณขยะและของเสียที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบลง 20% ภายในปี 2572 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2562 ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดการสูญเสียอาหาร เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
หากมองในมิติของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) การจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหารเชื่อมโยงโดยตรงกับ SDG 12: การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน โดยเฉพาะเป้าหมายย่อย 12.3 ที่มุ่งลดขยะอาหารของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิตและจำหน่ายภายในปี 2030
ขณะเดียวกัน การส่งต่ออาหารให้แก่ชุมชนและกลุ่มเปราะบางยังเชื่อมโยงกับ SDG 2: ขจัดความหิวโหย ส่วนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการจัดการอาหารและของเสียก็สนับสนุน SDG 13: การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รางวัล Good Sustaining Partner Award ที่เซ็นทาราได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จขององค์กรหรือความร่วมมือกับพันธมิตรเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนวิธีคิดต่ออาหารและทรัพยากรในธุรกิจโรงแรม จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือทิ้ง ให้กลับมาเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ได้อีกครั้ง
เพราะการเดินหน้าสู่ Net Zero ไม่ได้เริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากการจัดการอาหารทุกมื้อให้เกิดคุณค่าสูงสุด ลดสิ่งที่ต้องทิ้ง และทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด




