พฤศจิกายน...ปลายฝน ต้นหนาว (กี่โมง?)
เข้าสู่เดือนพฤศจิกายนแล้ว แต่หลายคนอาจยังรู้สึกว่าอากาศไม่ได้เย็นลงอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และพื้นที่ภาคกลางที่ยังคงมีอากาศร้อนสลับกับฝนตก ขณะที่ฤดูหนาวของประเทศไทยในปี 2569 ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ
“ซูเปอร์เอลนีโญกำลังเข้าสู่พีคในเดือนพฤศจิกายน/ธันวาคม ความร้อนของน้ำทะเลที่ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกถึงจุดที่ไม่เคยพบเคยเห็น (WMO) คาดว่าอาจถึง 3.5 องศาหรือกว่านั้น ทำให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนเกิดขึ้นรอบแปซิฟิก เรากำลังเจอฤดูหนาวที่ไม่หนาว”
— ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ระบุ
ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่าประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาประกาศเข้าสู่ฤดูหนาว เนื่องจากสภาพอากาศยังมีปัจจัยของฝนเข้ามาเกี่ยวข้อง แม้หลายพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มมีอุณหภูมิลดลงแล้วก็ตาม

สมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองอุตุนิยมวิทยาการบิน กรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 8-10 พฤศจิกายน อาจมีความชัดเจนมากขึ้นว่าจะสามารถประกาศเข้าสู่ฤดูหนาวได้หรือไม่ โดยยังต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของมวลอากาศเย็นและปัจจัยด้านฝนประกอบกัน ทั้งนี้ การประกาศเข้าสู่ฤดูหนาวไม่ได้พิจารณาจากอุณหภูมิที่ลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้งอุณหภูมิ ทิศทางลม และปริมาณฝนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องด้วย
ซูเปอร์เอลนีโญจ่อพีค WMO เตือนอุณหภูมิมหาสมุทรแปซิฟิกอาจทำสถิติสูงสุด
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์กำลังจับตาคือ ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยเมื่อบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ จะส่งผลต่อการไหลเวียนของบรรยากาศและรูปแบบฝนในหลายภูมิภาคทั่วโลก

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เผยแพร่รายงานเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ระบุว่าเอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มขึ้นสู่จุดสูงสุดในเดือนธันวาคม 2569 โดยคาดการณ์ว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณ Niño 3.4 ซึ่งเป็นพื้นที่อ้างอิงสำคัญสำหรับติดตามปรากฏการณ์เอลนีโญ จะมีค่าความผิดปกติเฉลี่ยประมาณ 3.7 องศาเซลเซียส เหนือค่าเฉลี่ยในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2569 ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลตามชุดข้อมูลที่ WMO ใช้อ้างอิง
ขณะที่ NOAA หรือองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ ประเมินว่ามีโอกาสสูงกว่า 83% ที่เอลนีโญจะยังคงอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมากในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2570 สถานการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเรียกปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นว่า Super El Niño หรือซูเปอร์เอลนีโญ อย่างไรก็ตาม คำดังกล่าวเป็นคำเรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงสูง ไม่ใช่ระดับการประกาศเตือนภัยอย่างเป็นทางการของ WMO
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า เอลนีโญไม่ได้ทำให้ทุกประเทศมีอากาศร้อนหรือแห้งแล้งเหมือนกันทั้งหมด แต่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบอุณหภูมิและปริมาณฝนในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางภูมิอากาศอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมด้วย

อาจารย์ธรณ์ชี้ฤดูหนาวที่ไม่หนาวอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความแปรปรวน
ประเด็นเรื่องฤดูหนาวที่ไม่หนาวได้รับการวิเคราะห์โดย ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านบทความชื่อ “ฤดูหนาวที่ไม่หนาวหมายถึงอะไร?” ซึ่งเผยแพร่บนเว็บไซต์ Carbon Markets Club
อาจารย์ธรณ์ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกับความผิดปกติของสภาพอากาศในหลายพื้นที่ โดยยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการติดตามการเกิดหิมะแรกบนยอดภูเขาไฟฟูจิอย่างต่อเนื่อง
โดยข้อมูลสถิติที่อาจารย์นำเสนอระบุว่า ค่าเฉลี่ยการพบหิมะแรกอยู่ที่ประมาณวันที่ 2 ตุลาคม ขณะที่ในปี 2567 เคยเกิดเหตุการณ์ที่หิมะแรกมาช้าจนถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน
สำหรับปี 2569 ภูเขาไฟฟูจิเพิ่งได้รับการยืนยันว่ามีหิมะปกคลุมยอดเขาครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งช้ากว่าค่าเฉลี่ยตามข้อมูลของเมืองฟูจิโยชิดะที่ใช้เปรียบเทียบประมาณ 23 วัน
ตัวอย่างดังกล่าวช่วยให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลในอีกภูมิภาคหนึ่งได้ชัดเจนขึ้น แม้การพบหิมะช้าเพียงปีเดียวจะยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปว่าเป็นผลจากภาวะโลกร้อนโดยตรง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลอุณหภูมิมหาสมุทรและแนวโน้มสภาพภูมิอากาศในภาพรวม ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ควรติดตาม
สำหรับประเทศไทย อาจารย์ธรณ์ตั้งข้อสังเกตว่า ความผิดปกติไม่ได้อยู่แค่การมาถึงของฤดูหนาวที่ล่าช้า แต่ยังรวมถึงความแปรปรวนของฝนและพายุ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องไปถึงฤดูร้อนในปีถัดไป
ไม่มีพายุเข้าไทย ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยจากน้ำท่วม
อีกประเด็นที่อาจารย์ธรณ์ให้ความสำคัญคือความผิดปกติของฤดูพายุในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยข้อมูลที่อาจารย์รวบรวม ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2569 ระบุว่า มีพายุหมุนเขตร้อนที่ได้รับการตั้งชื่อแล้วทั้งหมด 31 ลูก มากกว่าจำนวนพายุที่เกิดขึ้นตลอดปี 2568 ซึ่งมี 27 ลูก
อาจารย์ธรณ์อธิบายว่า พายุส่วนใหญ่ในปีนี้เคลื่อนตัวขึ้นไปทางตอนเหนือและส่งผลกระทบต่อญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพายุเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม การไม่มีพายุเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าเราจะปลอดภัยจากฝนตกหนักหรือน้ำท่วม เพราะความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศสามารถทำให้เกิดฝนตกหนักเฉพาะพื้นที่ได้ แม้ไม่มีพายุขนาดใหญ่เคลื่อนเข้ามาก็ตาม ส่วนอีกหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ต้องจับตาคือ Rain Bomb หรือที่มักใช้เรียกเหตุการณ์ฝนตกหนักมากในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อบรรยากาศมีไอน้ำสะสมมากขึ้น ประกอบกับมีปัจจัยกระตุ้น เช่น ร่องมรสุมหรือระบบอากาศที่เอื้อต่อการยกตัวของอากาศ ก็อาจทำให้เกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ได้
ประเด็นนี้สอดคล้องกับการประเมินของ Krungsri Research ที่เผยแพร่รายงานเรื่อง Super El Niño and the Risks of Extreme Drought and Flooding in 2026–2027 เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยชี้ว่าแม้เอลนีโญมีแนวโน้มทำให้ปริมาณฝนโดยรวมลดลง แต่ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงจากน้ำท่วมได้ เนื่องจากฝนที่ตกหนักเป็นบริเวณแคบและตกในพื้นที่นอกเขตเก็บกักน้ำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมเฉพาะจุด ดังนั้น การรับมือภัยพิบัติในยุคนี้จึงไม่ควรดูเพียงจำนวนพายุหรือปริมาณฝนรวมทั้งฤดูกาล แต่ต้องให้ความสำคัญกับความเข้มข้นของฝน ช่วงเวลาที่ตก และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบด้วย
ปี 2570 ไทยเสี่ยงร้อนจัด แล้งหนัก โดยเฉพาะพื้นที่เกษตรนอกเขตชลประทาน
สิ่งที่น่ากังวลต่อจากฤดูหนาวที่อาจไม่หนาว คือแนวโน้มสภาพอากาศในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน
อาจารย์ธรณ์ วิเคราะห์ว่าเมื่อเอลนีโญผ่านช่วงสูงสุดในมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกและเริ่มอ่อนกำลังลง อุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเริ่มเปลี่ยนแปลงตามมา ส่งผลต่อรูปแบบสภาพภูมิอากาศของภูมิภาค โดยช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2570 เป็นช่วงที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากอากาศร้อนและความเสี่ยงด้านน้ำ
ในบทวิเคราะห์ดังกล่าว อาจารย์ธรณ์เตือนว่า ประเทศไทยอาจไม่ได้เจอเพียงฤดูหนาวที่ไม่หนาว แต่ยังต้องเตรียมรับมือกับฤดูร้อนที่ร้อนมากและยาวนานขึ้น
ขณะที่ Krungsri Research ประเมินว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 ประเทศไทยอาจเผชิญอุณหภูมิสูงสุดประมาณ 40-43 องศาเซลเซียสในบางพื้นที่ และปริมาณฝนในฤดูร้อนอาจต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 30-40% ภายใต้สมมติฐานสถานการณ์เอลนีโญที่รุนแรง
ตัวเลขดังกล่าวเป็นการคาดการณ์ของภาควิจัยเศรษฐกิจ ไม่ใช่คำพยากรณ์อากาศรายพื้นที่ของกรมอุตุนิยมวิทยา แต่สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ประเทศไทยควรเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมนอกเขตชลประทานที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนและแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นหลัก หากฝนตกน้อยลงต่อเนื่อง ขณะที่อุณหภูมิสูงขึ้น การระเหยของน้ำก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ผลกระทบจึงอาจเกิดขึ้นตั้งแต่การขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ผลผลิตที่ลดลง ไปจนถึงรายได้ของเกษตรกรและต้นทุนสินค้าอาหารที่อาจได้รับผลกระทบ สำหรับคนเมืองเองก็อาจรู้สึกถึงผลกระทบผ่านค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศและความต้องการใช้น้ำที่สูงขึ้นในช่วงอากาศร้อนจัด
ร้อนและแล้ง เสี่ยงซ้ำเติมไฟป่าและฝุ่น PM2.5
เมื่ออากาศร้อนและแห้งแล้งต่อเนื่อง ความเสี่ยงของการเกิดไฟป่าก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะพื้นที่ป่าในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เรื่องนี้อาจารย์ธรณ์เตือนว่าสภาพอากาศร้อนและแห้งอาจทำให้ฤดูฝุ่นปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้ามีความรุนแรง โดยกรุงเทพมหานครและพื้นที่ใกล้เคียงก็อาจเริ่มได้รับผลกระทบตั้งแต่ช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม ปัญหา PM2.5 ไม่ได้เกิดจากเอลนีโญโดยตรงเพียงปัจจัยเดียว แต่มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดมลพิษ เช่น การเผาในที่โล่ง ไฟป่า การจราจร และกิจกรรมอุตสาหกรรม รวมถึงสภาพอากาศที่ส่งผลต่อการกระจายตัวและสะสมของฝุ่น
เมื่อเกิดสภาพอากาศที่เอื้อต่อการสะสมมลพิษ ประกอบกับมีแหล่งกำเนิดฝุ่นจำนวนมาก คุณภาพอากาศก็อาจแย่ลงจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน
ทั้งนี้ อาจารย์ธรณ์ยังให้ข้อแนะนำว่า โดยทั่วไปสามารถติดตามการพยากรณ์สถานการณ์ PM2.5 ล่วงหน้าได้ประมาณ 3 วัน ประชาชนจึงควรติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกลุ่มที่ไวต่อมลพิษทางอากาศ รวมถึงเด็กและผู้สูงอายุ

ไม่ใช่แค่บนบก ทะเลไทยก็เสี่ยงปะการังฟอกขาว
อีกหนึ่งผลกระทบที่ต้องจับตาคือระบบนิเวศทางทะเล โดยเฉพาะปะการังที่มีความอ่อนไหวต่ออุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น เมื่อปะการังเผชิญความเครียดจากความร้อนเป็นเวลานาน จะเกิดการขับสาหร่ายขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ร่วมกันออกจากเนื้อเยื่อ ทำให้ปะการังสูญเสียสีสันและเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว หากความเครียดจากความร้อนดำเนินต่อไปเป็นเวลานาน ก็อาจนำไปสู่การตายของปะการังได้
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้จัดเวทีเสวนาเตรียมรับมือผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญต่อทะเลและปะการังไทย โดยนักวิชาการประเมินว่า ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2570 อาจเป็นช่วงเสี่ยงสูงที่อุณหภูมิน้ำทะเลไทยจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในการประเมินดังกล่าว มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิน้ำทะเลอาจสูงเกิน 30.5 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2570 และอ่าวไทยตอนบนอาจเผชิญความร้อนต่อเนื่องไปจนถึงต้นเดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของปะการังฟอกขาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ปะการังเผชิญความร้อน กระแสน้ำ ความลึก และความเปราะบางของระบบนิเวศในแต่ละพื้นที่ด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเริ่มเตรียมมาตรการรับมือก่อนเข้าสู่ช่วงเสี่ยง แทนที่จะรอให้เกิดปะการังฟอกขาวแล้วจึงดำเนินการแก้ไข เพราะแนวปะการังไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล แต่ยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แหล่งอาหาร และระบบนิเวศสำคัญที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่งด้วย

Climate Change ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน ชีวิตเราก็ต้องปรับตัว
ผลกระทบจากเอลนีโญยังเชื่อมโยงไปถึงภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจโดยรวมด้วย อาจารย์ธรณ์มองว่า ฤดูหนาวที่ไม่หนาวอาจส่งผลต่อแรงจูงใจในการท่องเที่ยว โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีอากาศเย็นเป็นจุดขายสำคัญ ขณะที่ประชาชนบางส่วนอาจต้องนำเงินไปใช้ซ่อมแซมบ้านและรถยนต์หลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทำให้มีงบประมาณสำหรับการท่องเที่ยวลดลง
ส่วนภาคธุรกิจและผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนด้านพลังงานและน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้น้ำและพลังงานในปริมาณมาก
เมื่อพิจารณาภาพรวมแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องของฤดูหนาวที่มาช้าหรืออากาศที่ร้อนขึ้น แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศที่ส่งผลต่อทั้งทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน
อาจารย์ธรณ์ทิ้งท้ายในบทความด้วยข้อคิดที่น่าสนใจว่า
“การเรียนรู้เพื่อการปรับตัวคือสิ่งจำเป็นมาก มิฉะนั้น เราจะลำบากแสนสาหัสในยามที่อุณหภูมิโลกกำลังเพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาและไปต่อแบบยังมองไม่เห็นจุดจบครับ”
ข้อความนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เราไม่สามารถควบคุมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างเอลนีโญได้ แต่การเตรียมความพร้อมและปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงยังเป็นสิ่งที่ทำได้
ตั้งแต่การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า การเตรียมรับมือกับอากาศร้อนและฝุ่น PM2.5 การติดตามประกาศเตือนภัย ไปจนถึงการบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตรกรรมและการดูแลระบบนิเวศ เพราะในวันที่ฤดูกาลไม่เป็นไปตามที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป การเข้าใจสภาพภูมิอากาศและรู้เท่าทันความเสี่ยงอาจเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่สุดของการใช้ชีวิตในโลกยุค Climate Change





