WMO เตือน ‘เอลนีโญกำลังแรงขึ้น’ เพิ่มโอกาสโลกเผชิญปีแห่งสภาพอากาศสุดขั้ว

4 ส.ค. 2569 - 15:02

  • WMO คาดเอลนีโญมีแนวโน้มพัฒนาเป็นระดับรุนแรง ช่วงสิงหาคม-ตุลาคม 2569

  • คลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และไฟป่ามีแนวโน้มเกิดถี่และรุนแรงขึ้น

  • นักวิชาการไทยอธิบายทำไมยุโรปร้อนหนักกว่าญี่ปุ่น แม้อยู่ในยุคเอลนีโญเหมือนกัน

WMO เตือน ‘เอลนีโญกำลังแรงขึ้น’ เพิ่มโอกาสโลกเผชิญปีแห่งสภาพอากาศสุดขั้ว

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization หรือ WMO) ออกคำเตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนกำลังมีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ส่งผลให้ความเสี่ยงของคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มสูงขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก

การประเมินดังกล่าวมาจาก Global Seasonal Climate Update ซึ่งรวบรวมแบบจำลองพยากรณ์จากศูนย์อุตุนิยมวิทยาชั้นนำทั่วโลก โดยระบุว่าโอกาสที่เอลนีโญจะพัฒนาเป็น “ระดับรุนแรง” (Strong El Niño) มีความเป็นไปได้สูง พร้อมเตือนให้รัฐบาลและหน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติเตรียมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

green-space-wmo-strong-el-nino-extreme-weather-warning-SPACEBAR-Photo01.jpg

แบบจำลองทั่วโลกชี้ตรงกัน เอลนีโญกำลังแรงขึ้น

แบบจำลองภูมิอากาศจากหลายประเทศให้ผลสอดคล้องกันว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง โดยบางพื้นที่อาจสูงกว่าปกติมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นลักษณะของเอลนีโญระดับรุนแรง

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุ

สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่า ปรากฏการณ์ ENSO ได้เปลี่ยนผ่านจากภาวะเป็นกลางเข้าสู่เอลนีโญอย่างชัดเจน และอาจส่งอิทธิพลต่อรูปแบบฝน อุณหภูมิ และการหมุนเวียนของบรรยากาศโลกตลอดช่วงปลายปี

“เอลนีโญ” เร่งความแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า จากที่คาดการณ์กันว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” จะเข้ามาในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เนื่องจากตอนนี้ “เอลนีโญ” เร่งความแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เลยอาจจะเข้าตั้งแต่เดือนกันยายน ก็จะไปพีคในช่วงเดือนตุลาคมพฤศจิกายน และธันวาคม จากนั้นเอลนีโญก็จะลดความรุนแรง ฉะนั้น “ซูเปอร์เอลนีโญ” มาเร็ว ส่วน “เอลนีโญ” จะจบนานกว่าที่คาดการณ์

โลกที่ร้อนขึ้น ยิ่งขยายผลกระทบของเอลนีโญ

“ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้อุณหภูมิพื้นฐานของโลกสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม”

WMO ระบุ

ในอดีตเอลนีโญเป็นวัฏจักรธรรมชาติที่เกิดขึ้นทุกๆ 7 ปี แต่ปัจจุบันเอลนีโญบนโลกที่ร้อนขึ้นเกิดถี่ขึ้นและผลกระทบมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น ทั้งในรูปของคลื่นความร้อนที่ทำลายสถิติ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงผิดปกติ การละลายของธารน้ำแข็ง ตลอดจนความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร

ภัยพิบัติสุดขั้วจะเกิดบ่อยขึ้น 

WMO คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม หลายภูมิภาคจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันตามลักษณะภูมิประเทศ แต่ภาพรวมคือ สภาพอากาศสุดขั้วจะเกิดถี่ขึ้น

“พื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และแอฟริกาตอนใต้ มีแนวโน้มเผชิญฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้ความเสี่ยงภัยแล้งและไฟป่าเพิ่มขึ้น ขณะที่บางส่วนของทวีปอเมริกาใต้และภูมิภาคอื่นอาจเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมมากกว่าปกติ”

WMO คาดการณ์

นอกจากนี้ คลื่นความร้อนทั้งบนบกและในทะเล (Marine Heatwave) ยังมีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้น กระทบต่อแนวปะการัง ความหลากหลายทางชีวภาพ และอุตสาหกรรมประมง

WMO ย้ำการเตรียมพร้อมล่วงหน้าช่วยลดความเสียหาย

เซเลสเต เซาโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก กล่าวว่า การมาถึงของเอลนีโญครั้งนี้ควรเป็นสัญญาณให้ประเทศต่างๆ ใช้ข้อมูลพยากรณ์ภูมิอากาศเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ โดยเฉพาะภาคเกษตร การบริหารจัดการน้ำ สาธารณสุข และการป้องกันภัยพิบัติ

WMO กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานของสหประชาชาติ องค์กรด้านมนุษยธรรม และรัฐบาลประเทศต่างๆ เพื่อสนับสนุนระบบเตือนภัยล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความสูญเสียต่อชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม

green-space-wmo-strong-el-nino-extreme-weather-warning-SPACEBAR-Photo02.png

“Strong El Niño” ไม่ใช่ “Super El Niño”

WMO ยังอธิบายว่า องค์กรใช้การจำแนกความรุนแรงของ ENSO เป็น 4 ระดับ ได้แก่ อ่อน (Weak) ปานกลาง (Moderate) รุนแรง (Strong) และรุนแรงมาก (Very Strong) ส่วนคำว่า “Super El Niño” แม้จะถูกใช้ในสื่อหรือวงวิชาการบางแห่ง แต่ไม่ใช่คำจำแนกอย่างเป็นทางการของ WMO ดังนั้น การสื่อสารขององค์กรจึงใช้คำว่า “Strong” หรือ “Very Strong” ตามเกณฑ์มาตรฐานทางวิทยาศาสตร์

ความท้าทายใหม่ของโลก คือการอยู่ร่วมกับสภาพอากาศสุดขั้ว

รายงานของ WMO สะท้อนว่า “เอลนีโญ” ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นวัฏจักร หากแต่กำลังทำงานร่วมกับภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จนเพิ่มความเสี่ยงของเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาค

สำหรับประเทศไทย แม้ WMO จะไม่ได้ระบุผลกระทบเฉพาะประเทศ แต่ประสบการณ์จากเหตุการณ์เอลนีโญในอดีตชี้ว่า ประเทศไทยมักเผชิญปริมาณฝนลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงภัยแล้ง ไฟป่า และแรงกดดันต่อภาคเกษตรและทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นเหตุผลที่หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและการบริหารจัดการน้ำของไทยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

การเตรียมระบบบริหารจัดการน้ำ การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการวางแผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงไม่ใช่เพียงการรับมือกับเอลนีโญครั้งนี้ แต่เป็นการสร้าง Climate Resilience หรือความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่มีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้นในอนาคต

นักวิชาการไทยอธิบาย ทำไมยุโรปร้อนหนักกว่าญี่ปุ่น แม้อยู่ในยุคเอลนีโญเหมือนกัน?

สอดคล้องกับการประเมินขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ที่เตือนว่าเอลนีโญจะเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ประสานงานชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า แม้หลายประเทศกำลังเผชิญคลื่นความร้อนในช่วงฤดูร้อน แต่ปัจจัยที่ทำให้แต่ละภูมิภาคร้อนแตกต่างกันนั้น ไม่ได้เกิดจากเอลนีโญเพียงอย่างเดียว หากยังขึ้นอยู่กับภูมิศาสตร์และระบบภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่

ดร.สนธิ อธิบายว่าญี่ปุ่นกำลังเผชิญ “ความร้อนแบบชื้น” (Humid Heat) เนื่องจากได้รับอิทธิพลของความกดอากาศสูงแปซิฟิกและลมมรสุมที่พามวลอากาศร้อนและชื้นจากมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าปกคลุม ประกอบกับประเทศมีลักษณะเป็นหมู่เกาะที่ล้อมรอบด้วยทะเล ทำให้ความชื้นสัมพัทธ์สูง เหงื่อระเหยได้ยาก ร่างกายจึงสะสมความร้อนและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมแดด (Heatstroke) ขณะที่เมืองขนาดใหญ่อย่างโตเกียวและโอซาก้ายังเผชิญปรากฏการณ์ เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) ซึ่งยิ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น

ตรงกันข้ามกับยุโรปที่กำลังเผชิญ “ความร้อนแบบแห้ง” (Dry Heat) โดยมีปัจจัยสำคัญจาก ปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) ที่ทำให้มวลอากาศร้อนถูกกักอยู่เหนือพื้นที่เป็นเวลานาน ประกอบกับกระแสลมร้อนจากทะเลทรายซาฮาราพัดเข้าสู่ยุโรปตอนใต้และตอนกลาง ส่งผลให้อุณหภูมิหลายพื้นที่ทะลุ 40 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ ยุโรปยังเป็นภูมิภาคที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกและหน่วยงานด้านภูมิอากาศของยุโรปยืนยันว่า มีอัตราการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยเร็วที่สุดในโลก โดยร้อนเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลกประมาณ 2 เท่า อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการละลายของน้ำแข็งในอาร์กติก ซึ่งทำให้พื้นผิวโลกดูดซับพลังงานความร้อนได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน ความแห้งแล้งที่สะสมต่อเนื่องยังทำให้ดินสูญเสียความชื้น เพิ่มความเสี่ยงไฟป่า และยิ่งเร่งการสะสมความร้อนในพื้นที่

แม้เอลนีโญจะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของความแปรปรวนทางภูมิอากาศในปีนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า คลื่นความร้อนที่หลายประเทศกำลังเผชิญเป็นผลจากการทำงานร่วมกันของเอลนีโญและภาวะโลกร้อนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำให้เหตุการณ์อากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และสร้างผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และระบบนิเวศมากกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์