‘พ่อไทยทิพย์’ เขย่าทะเบียนราษฎร! เด็กเข้าข่ายเกือบ 1,500 คน–ธุรกิจ ‘ขายสัญชาติ’ ภัยเงียบความมั่นคง

25 ก.ค. 2569 - 08:01

  • ปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่ายพ่อไทยทิพย์ เริ่มต้นจากเบาะแสเดียว ขยายผลจนพบเด็กต้องสงสัยเกือบ 1,500 ราย

  • โมเดลอาชญากรรม จ้างชายไทยแสดงตัวเป็น “บิดา” ของเด็กต่างชาติ เพื่อให้ได้สัญชาติไทยตามสายโลหิต

  • ความเสี่ยงไม่ได้จบที่บัตรประชาชน แต่โยงถึงเครือข่ายฟอกเงินและสแกมเมอร์ข้ามชาติมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท

‘พ่อไทยทิพย์’ เขย่าทะเบียนราษฎร! เด็กเข้าข่ายเกือบ 1,500 คน–ธุรกิจ ‘ขายสัญชาติ’ ภัยเงียบความมั่นคง

การซื้อสัญชาติไทยในยุคนี้ อาจไม่ต้องพึ่งบัตรประชาชนปลอมหรือการสวมตัวบุคคลที่เสียชีวิตอีกต่อไป เพียงจัดหา “พ่อคนไทย” มารับรองว่าเป็นบิดาของเด็ก จัดเอกสารการเกิดให้สอดคล้องกัน แล้วส่งผ่านมือโรงพยาบาลกับนายทะเบียน เด็กที่พ่อแม่แท้จริงเป็นชาวต่างชาติทั้งคู่ก็อาจถูกบันทึกในระบบราชการว่ามีบิดาสัญชาติไทย ก่อนได้รับสูติบัตร เลขประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน และสถานะ “คนไทย” อย่างสมบูรณ์

ตำรวจเรียกรูปแบบนี้ว่า “พ่อไทยทิพย์” กลไกซื้อขายสถานะบุคคลที่อันตรายกว่าการถือบัตรปลอม เพราะเอกสารทุกใบออกจากฐานข้อมูลราชการจริง

ปฏิบัติการล่าสุดและเส้นทางคดี

ปฏิบัติการล่าสุด (24 กรกฎาคม 2569) สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการปกครอง ชุด DOPA N.I.C.E. กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปปง. ป.ป.ท. และดีเอสไอ เข้าตรวจค้นบ้านพัก โรงพยาบาลเอกชน และสำนักงานเขตที่เกี่ยวข้อง จับกุมผู้ต้องหา 4 ราย ประกอบด้วยพ่อทิพย์ 2 ราย มารดาชาวจีน และบิดาชาวจีนผู้เป็นพ่อแท้จริงของเด็ก

แต่จุดเริ่มต้นของคดีย้อนไปถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เมื่อตำรวจนครบาลร่วมกับกรมการปกครองเปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” บุกจับเครือข่ายพ่อไทยทิพย์ครั้งใหญ่ พร้อมขอศาลออกหมายจับ 40 ราย และหมายค้นรวม 53 จุดทั่วกรุงเทพฯ 

จากนั้นเพียง 2 วัน (11 ก.ค.) ตำรวจ สน.บางยี่เรือ ควบคุมตัวผู้ต้องหา 27 ราย ส่งฝากขัง ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางไม่ให้ประกันตัว และภายในสัปดาห์ถัดมา (13 ก.ค.) ยอดผู้ถูกจับกุมพุ่งเป็น 33 ราย โดยศาลยังคงยืนคำสั่งไม่ให้ประกัน ด้วยเหตุผลว่ากระทบต่อความมั่นคงของชาติ

ที่น่าสนใจคือ นี่ไม่ใช่ปฏิบัติการโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการล้างบางระบบทะเบียนราษฎรที่ต่อเนื่องมาหลายเดือน ก่อนหน้านี้มีปฏิบัติการ “กวาดล้างทะเบียน G เทา” เมื่อ 18 มิถุนายน 2569 ที่จับกุมปลัดอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงราย และปฏิบัติการ “ปิดฉากแรงเงา” เมื่อ 4 กรกฎาคม 2569 ที่จับกุมปลัดอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งขณะเกิดเหตุย้ายไปดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราชแล้ว สะท้อนว่าการทุจริตทะเบียนราษฎรอาจฝังตัวอยู่ในหลายพื้นที่ ไม่ใช่กรณีเดียวโดดๆ

investigate-fake-father-network-linked-to-money-laundering-network-transnational-scams-SPACEBAR-Photo02.png

จากเบาะแสเดียว สู่ 1,483 รายต้องสงสัย

ตัวเลขสำคัญที่สุดของคดีนี้คือผลตรวจสอบข้อมูลทะเบียนที่พบเด็กในกลุ่มต้องสงสัยถึง 1,483 ราย เชื่อมโยงกับโรงพยาบาล 8 แห่ง 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้คือจำนวนรายการที่มีลักษณะผิดสังเกตและอยู่ระหว่างตรวจสอบ ยังไม่ใช่จำนวนที่พิสูจน์แล้วทั้งหมดว่าเป็นการซื้อขายสัญชาติ

โรงพยาบาลแห่งแรกที่ตรวจสอบ พบรายการต้องสงสัย 62 ราย ยืนยันพฤติการณ์ทุจริตแล้ว 19 ราย อีก 43 รายอยู่ระหว่างขยายผล

โรงพยาบาลเอกชนย่านพระราม 9 พบเด็กต้องสงสัย 3 ราย ยืนยันทุจริตแล้ว 2 ราย

รวมผลปฏิบัติการ 9–24 กรกฎาคม 

พบเด็กที่ตรวจสอบแล้ว 22 ราย และจับกุมผู้เกี่ยวข้องรวม 37 ราย แบ่งเป็นพ่อไทยทิพย์ 16 ราย มารดาชาวจีน 13 ราย บิดาชาวจีน 6 ราย เจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 ราย

คดีก่อนหน้าที่จุดชนวนการขยายผลทั้งหมด พบโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งมีรายการแจ้งเกิดระหว่างมารดาจีนกับบิดาไทย 164 ราย ในจำนวนนี้ 62 ราย เชื่อมโยงกับผู้แจ้งเกิดและนายทะเบียนรายเดียวกัน และเมื่อตรวจ DNA พบอย่างน้อย 20 รายที่ชายไทยไม่ใช่บิดาทางพันธุกรรมจริง

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าสิ่งที่ถูกเปิดโปงไม่ใช่การกระทำของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่คือระบบบริการใต้ดินที่มีนายหน้า ผู้จัดหาชายไทย โรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ทะเบียนร่วมขบวนการ

กทม. ตื่นตัว สั่งสอบย้อนหลัง 9 ปี

แรงสั่นสะเทือนจากคดีทำให้ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องเรียกประชุมหัวหน้าหน่วยงาน กทม. ครั้งที่ 7/2569 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ตรวจสอบข้อมูลการรับแจ้งเกิดและออกสูติบัตรให้บุตรที่มารดาเป็นคนต่างด้าวและบิดาเป็นคนไทย ย้อนหลังตั้งแต่ 1 มกราคม 2560 โดยเฉพาะเด็กที่เกิดในโรงพยาบาลเอกชน และให้รายงานผลกลับมาภายในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569

การสั่งสอบย้อนหลังเกือบ 9 ปีเต็ม สะท้อนว่าปัญหานี้อาจฝังตัวอยู่ในระบบมานานกว่าที่คิด และไม่ได้จำกัดอยู่แค่คดีที่ถูกจับได้แล้ว

investigate-fake-father-network-linked-to-money-laundering-network-transnational-scams-SPACEBAR-Photo01.png

โมเดล “พ่อไทยทิพย์” ทำงานอย่างไร

กฎหมายสัญชาติไทยให้สัญชาติตามสายโลหิต บุคคลที่มีบิดาหรือมารดาสัญชาติไทยย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร ช่องทางที่ขบวนการนี้เจาะได้ จึงอยู่ที่คำถามว่า “ใครคือบิดาของเด็ก”

โดยมีขั้นตอนหลัก คือ นายหน้าติดต่อครอบครัวต่างชาติ จัดหาชายไทยรับจ้างแสดงตัวเป็นบิดา จัดทำเอกสารการคลอดและการรับรองบุตรให้สอดคล้องกัน ก่อนนำเข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎร ในบางกรณีชายไทยที่รับจ้างไม่เคยรู้จักมารดาต่างชาติ ไม่มีความสัมพันธ์ และไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องกับเด็กเลย

หนึ่งในคดีที่พบ…เด็กถูกแจ้งเกิดสองครั้ง 

ครั้งแรกที่นครราชสีมาเพื่อใช้สถานะจีน แล้วแจ้งเกิดซ้ำผ่านโรงพยาบาลและสำนักงานเขตในกรุงเทพฯ เพื่อให้ได้สัญชาติไทย ทำให้เด็กถือทั้งเลขบัตรประชาชนไทยและหนังสือเดินทางจีนพร้อมกัน (กองสารนิเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ⁠)

สัญญาณเตือนที่ระบบควรจับได้

ชายไทยคนเดียว แต่ปรากฏชื่อเป็นบิดาของเด็กหลายคนกับมารดาต่างชาติหลายราย

ผู้แจ้งเกิดหรือนายทะเบียนคนเดิม รับผิดชอบเคสลักษณะเดียวกันจำนวนมาก

บิดามารดาที่ระบุในเอกสารไม่มีประวัติความสัมพันธ์หรือที่อยู่ร่วมกัน

เวชระเบียนกับข้อมูลทะเบียนไม่ตรงกัน

แจ้งเกิดล่าช้า แจ้งซ้ำ หรือมีเอกสารเกิดจากต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว

เด็กมีหนังสือเดินทางต่างชาติหรือข้อมูลสัญชาติอื่นขัดกับทะเบียนไทย

ทำไมถึงเรียกว่า “สัญชาติของแท้”

คำว่า “ของแท้” ไม่ได้แปลว่าถูกกฎหมาย แต่หมายถึงเอกสารออกจากระบบราชการจริง ต่างจากบัตรปลอมที่ตรวจจับได้จากวัสดุหรือฐานข้อมูล เพราะกรณีนี้ข้อมูลถูกสร้างขึ้นในฐานทะเบียนราษฎรตั้งแต่ต้น เมื่อเลขบัตรประชาชนถูกออกโดยระบบจริง เอกสารที่พิมพ์ออกมาจึงเป็นของจริงทุกประการ แม้ข้อเท็จจริงเบื้องหลังจะเป็นเท็จ ทำให้หน่วยงานปลายทางอย่างธนาคาร สถานศึกษา หรือบริษัทไม่มีเหตุสงสัย ความผิดปกติจะปรากฏก็ต่อเมื่อย้อนตรวจต้นทางเท่านั้น

ความเสี่ยงที่ไม่ได้จบแค่ ‘บัตรประชาชน’

สถานะคนไทยเปิดสิทธิเข้าถึงการเดินทาง การศึกษา การทำธุรกรรม การถือครองทรัพย์สิน และการจดทะเบียนธุรกิจ แต่ความเสี่ยงที่ใหญ่กว่านั้นคือการทำให้บุคคลที่รัฐไม่รู้ตัวตนแท้จริงได้รับเอกสารยืนยันตัวตนเต็มรูปแบบ

คดีก่อนหน้าที่จุดชนวนการขยายผลทั้งหมด มาจากการจับกุมชายจีนในคดีเครือข่ายสแกมเมอร์และฟอกเงินมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท ก่อนพบว่าบุตร 3 คนของภรรยาชาวจีนถือสัญชาติไทย โดยมีการจ้างชายไทยจดทะเบียนสมรสและรับรองเด็กเป็นบุตร กรณีนี้ตอกย้ำว่าช่องโหว่ทะเบียนราษฎรอาจถูกใช้เป็นโครงสร้างหนุนหลังเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติได้จริง

ใครมีความผิดบ้าง

การทำ ใช้ หรือแสดงหลักฐานเท็จเพื่อให้มีชื่อในทะเบียนราษฎรโดยมิชอบ เข้าข่ายผิดมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 อาจโยงถึงความผิดฐานแจ้งเท็จต่อเจ้าพนักงานและนำข้อมูลเท็จเข้าระบบคอมพิวเตอร์ (สำนักบริหารการทะเบียน⁠)

เจ้าหน้าที่รัฐที่ร่วมขบวนการหรือปล่อยปละละเลยอาจถูกดำเนินคดีตามมาตรา 157 และ 162 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ส่วนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล นายหน้า พ่อทิพย์ และบิดามารดาต่างชาติ อาจถูกดำเนินคดีฐานตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน และหากมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง ยังเปิดทางให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางเงินได้ในฐานะความผิดมูลฐานฟอกเงิน

เพิกถอนสัญชาติ หรือแก้ไขรายการที่ไม่เคยชอบด้วยกฎหมาย

ในทางเทคนิค กรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเด็กไม่มีบิดาหรือมารดาสัญชาติไทยจริง ประเด็นทางทะเบียนคือการเพิกถอนหรือแก้ไขรายการที่ถูกบันทึกโดยมิชอบ ไม่ใช่การ “เพิกถอนสัญชาติ” ที่เคยมีอยู่จริง เพราะสิทธิดังกล่าวไม่เคยมีข้อเท็จจริงรองรับตั้งแต่ต้น 

การดำเนินการต้องแยกเด็กออกจากผู้ใหญ่ในขบวนการ โดยคำนึงถึงสิทธิเด็ก ความเสี่ยงไร้รัฐไร้สัญชาติ ควบคู่กับการรักษาความถูกต้องของทะเบียนราษฎร

หลักการให้สัญชาติตามสายโลหิต ไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง ปัญหาที่แท้จริงคือระบบยืนยันความเป็นบิดามารดายังถูกหลอกหรือถูกบิดเบือนจากภายในได้ ตราบใดที่การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล นายทะเบียน และหน่วยงานตรวจสอบยังมีช่องว่าง เครือข่าย “พ่อไทยทิพย์” ก็ยังมีที่ยืนในระบบราชการไทยต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์