ญี่ปุ่นเข้มวีซ่าธุรกิจ ผู้ประกอบการต่างชาติสูญเสียทุกอย่างที่สร้างมา
บุดธาโธกิ สัมจาน่า ชาวเนปาลวัย 38 ปี ที่ใช้เวลากว่าทศวรรษสร้างร้านอาหารในโตเกียวจนประสบความสำเร็จ กำลังเผชิญความเสี่ยงถูกเนรเทศออกจากญี่ปุ่น หลังรัฐบาลพรรคเสรีประชาธิปไตยปรับกฎเกณฑ์วีซ่าผู้จัดการธุรกิจให้เข้มงวดขึ้นในช่วงปลายปี 2025 ท่ามกลางกระแสต่อต้านการอพยพที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศ
เงื่อนไขใหม่ที่เป็นไปไม่ได้
หัวใจของกฎใหม่คือการเพิ่มทุนจดทะเบียนขั้นต่ำสำหรับผู้ถือวีซ่าผู้จัดการธุรกิจจาก 5 ล้านเยน (ราว 30,000 ดอลลาร์) เป็น 30 ล้านเยน (ราว 185,000 ดอลลาร์) บุดธาโธกิ ซึ่งเพิ่งเปิดร้านอาหารแห่งที่สามในเดือนมกราคมและพาลูกสาววัย 14 ปีมาอยู่ด้วยหลังพลัดพรากกันนานหนึ่งทศวรรษ กล่าวว่า "ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือการเพิ่มทุน มันเป็นไปไม่ได้" พร้อมสารภาพว่า "ฉันอยากเป็นสะพานเชื่อมระหว่างญี่ปุ่นกับเนปาล แต่ความฝันพังทลายแล้ว"
เจ้าของร้านอาหารอินเดียไม่รอดแม้มีระยะผ่อนผัน
มณีษ กุมาร์ เจ้าของร้านอาหารอินเดียที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นมา 30 ปี ถูกแจ้งว่าวีซ่าจะไม่ได้รับการต่ออายุแม้ยังอยู่ในช่วงผ่อนผัน 3 ปี เขาซึ่งบริหารร้านในเมืองไซตามะมา 18 ปี กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นว่า "ลูกๆ ของฉันพูดแต่ภาษาญี่ปุ่น แต่เราถูกบอกให้กลับอินเดีย" เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้มีผู้ร่วมลงชื่อในคำร้องขอระงับกฎใหม่กว่า 67,800 คน
บริบทและแรงผลักดันทางการเมือง
นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ประกาศเดินหน้านโยบายคุมเข้มคนต่างชาติ รวมถึงการขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่านักท่องเที่ยวถึง 5 เท่า ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 50 ปี นโยบายนี้สอดรับกับกระแสการเมืองหลังการเลือกตั้งวุฒิสภาปีที่แล้ว ที่พรรค "ซันเซอิโต" ซึ่งมีแนวคิด "ญี่ปุ่นต้องมาก่อน" ได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ
ที่ปรึกษาด้านการบริหาร คาซึกิ ยุดะ ยอมรับว่าแม้วีซ่าผู้จัดการธุรกิจจะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด โดยมีผู้ถือวีซ่าประเภทนี้เพิ่มขึ้น 70% ตั้งแต่ปี 2020 แตะระดับ 46,000 รายในกลางปี 2025 แต่กฎใหม่กลับกระทบ "เจ้าของร้านอาหารรายย่อย" และ "ผู้ประกอบการรุ่นใหม่" ที่ทำธุรกิจจริงมากกว่ากลุ่มผู้ฉวยโอกาส รัฐมนตรียุติธรรม ฮิโรชิ ฮิรากุจิ แถลงในการประชุมรัฐสภาเดือนเมษายนว่าไม่มีแผนทบทวนกฎดังกล่าว แต่จะพิจารณาเป็นรายกรณี







