“พ่อเพิ่งเริ่มหัดปักผ้าได้ 1-2 ครั้ง รู้สึกว่ายาก พ่อแก่แล้วรู้สึกว่าตัวเองเริ่มความจำไม่ดี หลงๆลืมๆ สมองไม่ค่อยดี คิดว่าการปักผ้าจะช่วยให้เราได้ฝึกสมอง ได้ใช้สมอง เชื่อว่าจะช่วยบรรเทาอาการหลงลืมได้บ้าง หรือไม่มีอาการเพิ่มขึ้น ชิ้นแรกปักเสร็จส่งครูแล้ว ตอนนี้เริ่มปักชิ้นที่ 2 ชิ้นต่อไปจะเป็นลายไดโนเสาร์ ก็ชวนกันมาสองคนกับแม่ มาแล้วได้เจอเพื่อนวัยเดียวกัน ได้พูดคุย เหมือนมาพักผ่อน มาแล้วรู้สึกมีความสุข”

เสียงสะท้อนความรู้สึกของ ‘สมศักดิ์ บุญเรืองศรี’ ชาวบ้านจาก ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ที่สมัครใจเข้าร่วมเข้าร่วม กิจกรรมอาชีวบำบัดปักผ้าแบบบูรณาการ โดยหวังว่าการปักผ้าลายเส้นที่กำลังทำอยู่ จะช่วยให้ฝึกสมอง ได้ใช้กล้ามเนื้อและสายตา ทำให้อาการที่เริ่มจะหลงลืมไม่มีอาการเพิ่มขึ้น เพราะต้องการพึ่งพาดูแลตัวเองในยามแก่เฒ่า ไม่เป็นภาระลูกหลาน
ลวดลายไดโนเสาร์ยิ้ม บนผืนผ้าที่ปักด้วยด้ายสีสันสดใสอย่างที่เห็น เจ้าของชิ้นงานล้วนเป็นผู้สูงอายุกว่า 50 คนในจังหวัดขอนแก่น ที่เข้าร่วมกิจกรรมอาชีวบำบัดปักผ้าแบบบูรณาการ

ทีมข่าว Spacebar Big City ได้พูดคุยกับ ‘สายชล สิงห์สุวรรณ’ ประธานกรรมการมูลนิธิขอบฟ้ากว้างเพื่อบุคคลพิเศษจังหวัดขอนแก่น ที่เล่าถึงการริเริ่มโครงการพัฒนาศักยภาพด้านอาชีพและคุณภาพชีวิตด้วยกิจกรรมอาชีวบำบัดปักผ้าแบบบูรณาการ ว่า ที่ผ่านมาสนใจศิลปะการปักผ้า และมีข้อมูลจากหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศเยอรมนี ที่นำงานหัตถกรรมมาสร้างกระบวนการเรียนรู้สอนเด็กๆในระดับชั้นประถมศึกษา หนึ่งในนั้นคือการปักผ้า ทำให้ช่วยเสริมเรื่องทักษะสัมพันธ์ของร่างกาย จึงนำองค์ความรู้มาจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กพิเศษในจังหวัดขอนแก่นบ้าง

การทำงานกับเด็กพิเศษทางมูลนิธิจะทำร่วมกับ พญ.ปริยสุทธิ์ อินทสุวรรณ แพทย์ชำนาญการพิเศษ ในฐานะที่ปรึกษามูลนิธิขอบฟ้ากว้างเพื่อบุคคลพิเศษ ร่วมงานกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว เมื่อคุณหมอเข้าไปเยี่ยมที่มูลนิธิมาพบว่า เด็กพิเศษรวมทั้งเจ้าหน้าที่ มีศักยภาพเรื่องการปักผ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นำมาใช้ในการบำบัดเด็กพิเศษในห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง
“ขณะที่คุณหมอเองทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลสิรินธร จ.ขอนแก่น แล้วพบว่า ผู้สูงอายุในพื้นที่รับผิดชอบมีจำนวนมากที่มีภาวะสมองเสื่อม ซึ่งเป็นทุกข์สำหรับผู้ดูแล จึงใช้โครงการนี้เป็นการจุดประกายกิจกรรมการปักผ้าให้กับผู้สูงอายุที่มีสภาวะสมองเสื่อม ไม่ให้เสื่อมมากขึ้น หากยังไม่มีสภาวะสองเสื่อม ให้ป้องกัน หรือหากเสื่อมไปแล้ว จะช่วยให้ฟื้นฟูกลับมาได้บ้าง จึงเป็นที่มาของการนำงานคราฟ งานทำมือ มาเป็นจุดเชื่อม”
— สายชล กล่าว

ก่อนร่วมกิจกรรม เจ้าหน้าที่จะวัดภาวะของผู้สูงอายุแต่ละคนก่อนว่า สุขภาพแต่ละคนมีภาวะสมองเสื่อมหรือไม่ มากน้อยอย่างไร ข้อมูลทั้งหมดจะเป็นความลับ ที่สำคัญคือการใช้ข้อมูลที่แพทย์ได้วินิจฉัย นำมาออกแบบลายผ้าให้เหมาะกับผู้สูงวัยแต่ละคน การออกแบบกิจกรรมจะมีทั้งหมด 12 ครั้ง แต่ละครั้งจึงมีงานปักผ้าที่สอนเป็นลายปกติ และงานที่สอนเป็นการบ้านที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อแก้ไขและป้องกัน ซึ่งจะจัดให้เหมาะกับอาการของผู้สูงอายุแต่ละคน
“จากผลการตรวจประเมินผู้สูงอายุเบื้องต้น พบว่า แต่ละรายมีภาวะสมองเสื่อมในด้านต่างๆกัน จึงจำเป็นต้องออกแบบลวดลายให้เหมาะสมกับอาการของแต่ละคน เช่น ผู้สูงอายุบางรายมีปัญหาเรื่องการทับซ้อน เราจะออกแบบให้ผู้สูงอายุรายนี้ได้รับการบ้านพิเศษที่ย่อยลงไปอีก แต่จะไม่บอกว่าแต่ละคนมีความเสื่อมทางด้านใด เพราะจะยิ่งไปทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกกังวลว่าตัวเองได้รับการรักษา”

ขณะที่ พญ.ปริยสุทธิ์ อินทสุวรรณ แพทย์ชำนาญการพิเศษ ในฐานะที่ปรึกษามูลนิธิขอบฟ้ากว้างเพื่อบุคคลพิเศษ กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่วัยชราทุกคนล้วนมีความเสื่อม โรคภัยทางร่างกาย ส่งผลให้มีความเปลี่ยนแปลงทางจิตประสาท เช่น ความถดถอยด้านความจำ การควบคุมประสานงานกล้ามเนื้อ การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ ความเปลี่ยนแปลงด้านสังคม เป็นต้น งานปักผ้า ถือเป็นงานคราฟอีกชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีงานจักรสาน งานไม้ งานเหล็ก ช่างไฟ ล้วนเป็นงานทำมือที่ต้องใช้สมอง ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่และสายตา ทำให้สมองได้รับการฝึกฝนตลอดเวลาจากงานทำมือที่ละเอียดเหล่านี้
สำหรับกระบวนการขั้นตอนในการบำบัดอาการผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงเป็นสมองเสื่อม ก่อนเข้ารับการบำบัด ผู้สูงวัยจะได้รับการตรวจภาวะทางสมองและจิตประสาท โดยนักจิตวิทยา หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการบำบัด 12 ชั่วโมง

โดยใน 12 ชั่วโมงนี้ผู้สูงวัยต้องส่งการบ้านงานปักผ้า ครบ 12 ชั่วโมงแล้ว จะมีการกระตุ้นซ้ำทุกเดือน เดือนละ 1-2 ครั้ง อย่างต่อเนือง 6 เดือน จากนั้นนักจิตวิทยาจะวัดความสามารถของสมองซ้ำ ว่าเมื่อผ่านกระบวนการแล้ว สมองที่บกพร่องไปคืนกลับมาหรือไม่ หากพบว่าการนำงานปักผ้ามาใช้ในการฟื้นฟูสมองเสื่อมได้ผลที่ดี จะทำให้ผู้สูงอายุแก่อย่างมีคุณภาพ สามารถทำงาน พึ่งพาตัวเองได้ และอยู่ได้เองอย่างอิสระ

จากข้อมูลเมื่อเดือนธันวาคม 2566 พบว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากร 65 ล้านคน พบว่า 13 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 20 เป็นผู้สูงอายุ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีประชากร 22 ล้านคน มีผู้สูงอายุ 4 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 19
ในจำนวนนี้พบว่า ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ตามลำพังถึง 400,000 คน กลุ่มที่ดูแลกันเอง 200,000 คน กลุ่มที่อยู่ระหว่างให้รัฐติดตามดูแลอีกกว่า 100,000 คน อยู่ซึ่งถือว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว
“ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจที่ทุกคน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องตระหนักในการวางระบบรองรับ รวมทั้งครอบครัวต้องเข้าใจว่า การเสื่อมการฝ่อของสมอง เป็นโรคที่ต้านทานไม่ได้ ในชุมชนเองมีระบบในการดูแลกัน ระบบฟื้นฟู การช่วยเหลือ จุนเจือกันของคนในชุมชน ไม่ปล่อยให้ผู้สูงวัยอยู่อย่างหงอยเหงา ไปพร้อมๆกับรัฐต้องมีรัฐสวัสดิการทั่วถึงและเท่าเทียม ต้องให้กับทุกคน ให้ผู้สูงอายุแก่อย่างไม่โดดเดี่ยว ไม่เป็นภาระ จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกปลอดภัย อยู่อย่างมีคุณค่า”
— พญ.ปริยสุทธิ์ กล่าว






