ส่งเชือดบัญชีโกงสอบ! ‘นิรัตน์’ ยอมรับคนใน ‘สถ.’ มีเอี่ยว

13 ส.ค. 2569 - 14:43

  • ‘สถ.’ ส่ง 5,925 รายชื่อ ‘โกงสอบ’ ให้ ‘ป.ป.ช.-ตร.’ สอบฟันอาญา

  • ‘นิรัตน์’ ยอมรับมี ‘คนใน’ เป็นขบวนการนายหน้าซื้อขายตำแหน่ง

  • ‘กมธ.ป.ป.ช.’ จี้ส่งรายชื่อให้ 5 หน่วยงานตรวจสอบ

ส่งเชือดบัญชีโกงสอบ! ‘นิรัตน์’ ยอมรับคนใน ‘สถ.’ มีเอี่ยว

จากความผิดปกติบนกระดาษคำตอบ สู่การไล่ล่าคนที่อยู่หลังเกม เมื่อปมทุจริตสอบท้องถิ่น 5,925 ราย กำลังถูกขยายผลจากบัญชีผู้สอบผ่าน ไปสู่ขบวนการซื้อขายตำแหน่งและตัวการระดับบน

นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบผลคะแนนสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นว่า หลังจากมีการยกเลิกบัญชีรายชื่อผู้สอบได้เดิม เนื่องจากพบปัญหาคะแนนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และมีการแก้ไขพร้อมประกาศคะแนนที่ถูกต้องแล้ว ตามมติคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569

รายชื่อและคะแนนของผู้สอบได้จะถูกส่งไปยังแต่ละจังหวัด เพื่อให้จังหวัดตรวจสอบข้อมูลผู้สอบได้ในพื้นที่ของตนเอง โดยไม่ได้เผยแพร่รายชื่อทั้งหมดในลักษณะบัญชีรวมทั่วประเทศ

ขณะเดียวกัน สถ.ส่วนกลางได้เปิดจุดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบคะแนนได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้อง โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 13-31 ส.ค. 2569

5,925 รายชื่ออยู่ระหว่างตรวจสอบความผิด

เมื่อถามถึงผู้ที่มีรายชื่อถูกเพิกถอนว่าจะถือว่ามีความผิดทางอาญาด้วยหรือไม่ นิรัตน์ระบุว่า ขณะนี้ข้อมูลผู้มีรายชื่อจำนวน 5,925 ราย อยู่ที่สำนักงาน ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากมีการประมวลข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว สถ.จะส่งรายชื่อทั้ง 5,925 ราย ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 แห่งตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือ MOU เพื่อดำเนินการตรวจสอบความผิดตามอำนาจหน้าที่

นิรัตน์ย้ำว่า การทุจริตที่เกิดขึ้นถือเป็นคดีอาญา และขณะนี้ทั้งตำรวจ ป.ป.ช. รวมถึงหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ได้รับเรื่องไปดำเนินการสืบสวนสอบสวนแล้ว

อย่างไรก็ตาม สถ.จะไม่หยุดดำเนินการเพียงการตรวจสอบผู้เกี่ยวข้อง แต่จะต้องย้อนกลับมาประเมินกระบวนการทำงานของตัวเอง เพื่อค้นหาจุดโหว่และจุดอ่อนที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต

เปิด 4 กลุ่มในขบวนการ ชี้ต้องปิดช่องโหว่ทั้งระบบ

นิรัตน์ระบุว่า จากการประเมินเบื้องต้น มองว่ามีผู้เล่นในกระบวนการถึง 4 กลุ่ม ได้แก่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยที่รับจ้างดำเนินการสอบ นายหน้าที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่ง และผู้ซื้อ

สำหรับ 2 กลุ่มแรกซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบ สถ.จะต้องเร่งปิดช่องโหว่และจุดอ่อนของระบบ ขณะที่กระบวนการซื้อขายตำแหน่ง จะต้องมีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรวบรวมข้อมูลของผู้ที่มีพฤติการณ์เป็นนายหน้า ผู้ขายตำแหน่ง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกระบบราชการ

นิรัตน์มองว่า ลักษณะดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะการสอบท้องถิ่น แต่เป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับการสอบในหลายวงการ จึงเตรียมส่งข้อมูลที่พบให้ตำรวจดำเนินการต่อไป

ยอมรับมีคนใน สถ. เอี่ยว ย้ำ “ไม่มีข้อยกเว้น”

เมื่อถามถึงกรณีบุคลากรภายใน สถ. อาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการซื้อขายตำแหน่ง และจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงเพื่อกวาดบ้านตัวเองหรือไม่

นิรัตน์ยอมรับว่า ภายใน สถ. มีบุคลากรที่ทำตัวเป็นหนึ่งในขบวนการนายหน้า และบุคคลเหล่านี้จะต้องถูกดำเนินการเช่นเดียวกับผู้เกี่ยวข้องจากหน่วยงานอื่น

“แม้อยู่ใน สถ. ก็จะไม่มีการยกเว้น ต้องจัดการก่อนเป็นอันดับแรก”

นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร

‘ประธาน กมธ.ป.ป.ช.’ จี้ สถ. ส่ง 5,925 รายชื่อทันที

ด้าน อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นว่า จากข้อมูลที่ สถ.เสนอรายชื่อผู้เกี่ยวข้องจำนวน 5,925 ราย ต่อคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) และ กสถ.มีมติให้นำเสนอ ก.กลาง รับทราบ จนมีการปรับปรุงบัญชีผู้สอบผ่านใหม่แล้วนั้น

สิ่งที่ยังเป็นข้อสงสัยคือ สถ.ยังไม่ได้ส่งรายชื่อทั้ง 5,925 ราย ไปยังหน่วยงานทั้ง 5 แห่งที่มีการทำ MOU ร่วมกัน เพื่อให้แต่ละหน่วยงานดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

อาสพลธ์ตั้งคำถามว่า เมื่อ ก.กลางมีมติและส่งข้อมูลไปยัง ก.จังหวัดเรียบร้อยแล้ว เหตุใด สถ.จึงยังไม่ส่งรายชื่อดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตและเส้นทางการเงิน

ปปง.รอข้อมูลจาก สถ. เพื่อตรวจเส้นทางการเงิน

อาสพลธ์เปิดเผยว่า กมธ.ป.ป.ช.ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสอบถามถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีดังกล่าว

ตัวแทน ปปง.ชี้แจงว่า แม้จะมีการทำ MOU กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ยังรอข้อมูลรายชื่อจาก สถ. เพื่อดำเนินการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ประธาน กมธ.ป.ป.ช.จึงมองว่า เมื่อ สถ.มีข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องจนสามารถเสนอ กสถ.และ ก.กลาง จนนำไปสู่การเพิกถอนบัญชีเดิมและจัดทำบัญชีผู้สอบผ่านใหม่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องประวิงเวลาในการส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ท่านมีข้อมูลหมดอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอะไรแล้วทั้ง 5,925 รายชื่อ เพราะข้อมูลที่ท่านมี ตรวจสอบความถูกต้องอยู่แล้ว ท่านจึงได้เสนอ ก.กลาง จนกระทั่งมีมติเพิกถอน และทำบัญชีผู้สอบผ่านใหม่ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องประวิงเวลา”

อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ

ต้องสาวถึง “ระดับ 11-12” หากหลักฐานไปถึง

อาสพลธ์ระบุว่า ส่วนตัวมองว่าสาเหตุที่การส่งข้อมูลล่าช้าอาจเกิดจากการที่หน่วยงานทำ MOU ไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ดำเนินการตามข้อตกลง จึงต้องออกมากระตุ้นให้เดินหน้า เพราะเป้าหมายสำคัญคือการนำผู้กระทำผิดมารับโทษทั้งหมด

ส่วนข้อสงสัยว่ามีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการหรือไม่นั้น กมธ.ป.ป.ช.พยายามตรวจสอบและนำบุคคลที่เกี่ยวข้องมาซักทอด หากผู้ใดไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ ก็ต้องรับผิดชอบตามกระบวนการ

สำหรับความกังวลว่าการเปิดให้ตรวจสอบคะแนนและจัดทำบัญชีใหม่ อาจเปิดช่องให้ผู้ทุจริตกลับมาสวมรอยหรือได้รับประโยชน์อีกครั้ง อาสพลธ์มองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะมีหลักฐานคะแนนในกระดาษคำตอบเป็นข้อมูลข้อเท็จจริงอยู่แล้ว

อาสพลธ์ยังกล่าวถึงการติดตามตัวการระดับบนว่า ขณะนี้การตรวจสอบไปถึงผู้เกี่ยวข้องในระดับหนึ่งแล้ว แม้บางรายจะยังปฏิเสธ แต่ยังสามารถใช้แนวทางตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินและการซักทอดเพื่อขยายผลต่อไป

โดยยกกรณีผู้สอบบางรายที่เดิมมีการแก้ไขคะแนนให้สูงขึ้น และยังปรากฏชื่ออยู่ในบัญชีผู้สอบผ่านหลังมีการประกาศบัญชีใหม่ถึง 97 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในกระบวนการและข้อจำกัดทางกฎหมาย

ดังนั้น หากการตรวจสอบมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงผู้เกี่ยวข้องในระดับที่สูงขึ้น หรือที่อาจเรียกได้ว่า “ระดับ 11 หรือระดับ 12” ก็เชื่อว่าหาก ป.ป.ช.มีหลักฐานเพียงพอ จะสามารถดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดได้

กรณีทุจริตสอบท้องถิ่นกำลังเดินเข้าสู่ช่วงสำคัญ หลัง สถ.ปรับปรุงบัญชีผู้สอบผ่านและเปิดช่องให้ตรวจสอบคะแนนทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยังมีรายชื่อ 5,925 ราย ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบด้านการทุจริตและความผิดทางอาญา

โจทย์ต่อไปจึงอยู่ที่การส่งข้อมูลให้ครบถ้วนตาม MOU เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทั้งพฤติการณ์และเส้นทางการเงิน ขณะที่ สถ.ต้องสะสางจุดอ่อนภายใน และดำเนินการกับบุคลากรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องโดยไม่มีข้อยกเว้น

ท้ายที่สุด การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่า ใครสอบผ่านหรือถูกเพิกถอน แต่กำลังขยับไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเดิมว่า ใครเป็นนายหน้า ใครเป็นผู้ซื้อ ใครอยู่เบื้องหลังการแก้คะแนน และขบวนการดังกล่าวเชื่อมโยงขึ้นไปถึงระดับใด ซึ่งหลักฐานจากการตรวจสอบคดีและธุรกรรมทางการเงินจะเป็นกุญแจสำคัญในการตอบคำถามนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์