จาก “ข้อสอบ” สู่ “ข้อสงสัย” ที่ขยายวงกว้าง “คดีทุจริตสอบท้องถิ่น” พบความผิดปกติหลายชั้น ตั้งแต่กระบวนการจัดสอบ การประมวลผลคะแนน ไปจนถึงการประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบผ่าน ขณะที่หลายหน่วยงานเร่งคลี่ปมว่าใครเกี่ยวข้อง อยู่ในขั้นตอนใด และความเสียหายเกิดขึ้นจากจุดไหนของระบบ
เมื่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเริ่มเห็นภาพรวมของกระบวนการ พร้อมเตรียมส่งรายงานให้นายกรัฐมนตรี ขณะที่ตำรวจเดินหน้าขยายผลคดีอาญา และเริ่มมีคำถามทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของ กสถ. ในการเพิกถอนบัญชีผู้สอบได้ ทำให้คดีนี้ไม่ได้มีเพียงโจทย์เรื่อง “คนโกง” แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบของระบบสอบราชการท้องถิ่นทั้งระบบ
จุดบกพร่องหลายส่วน! จนท.รัฐ-เอกชนเอี่ยวเกินร้อย
ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เปิดเผยว่า คณะกรรมการได้รวบรวมข้อมูลและจัดทำโครงร่างรายงานแล้ว โดยแบ่งการตรวจสอบออกเป็น 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ที่มาของการกำหนดอัตราตำแหน่ง กระบวนการก่อนการสอบ การจัดเก็บเอกสารและมาตรฐานการจัดสอบ รวมถึงขั้นตอนการประกาศผลสอบและการบรรจุแต่งตั้ง
ปกรณ์ ระบุว่า จากการตรวจสอบพบจุดบกพร่องหลายส่วน ทั้งกระบวนการจัดทำทีโออาร์ การจัดซื้อจัดจ้าง การทำสัญญา และขั้นตอนการจัดสอบ ซึ่งบางส่วนไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการจัดสอบของสำนักงาน ก.พ. รวมถึงต้องตรวจสอบประเด็นการเพิ่มจำนวนตำแหน่งบรรจุ จากเดิมประมาณ 8,000 ตำแหน่ง เป็นกว่า 10,000 ตำแหน่ง ว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและมีมติรองรับหรือไม่
พร้อมกันนี้ คณะกรรมการได้รวบรวมรายชื่อผู้เกี่ยวข้องในแต่ละขั้นตอน พบว่ามีมากกว่า 100 คน ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจะระบุเพียงว่าแต่ละบุคคลเกี่ยวข้องกับกระบวนการส่วนใด แต่ไม่ได้ชี้ว่าผู้ใดกระทำผิด เนื่องจากต้องส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบ ทั้งตำรวจ ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง. และหน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการตามขั้นตอน
ส่งรายงานนายกฯ 4 ส.ค.
ปกรณ์ กล่าวว่า รายงานฉบับดังกล่าวจะเป็นสารตั้งต้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อ พร้อมเสนอแนวทางปิดช่องโหว่ของระบบจัดสอบ โดยเฉพาะบทบาทของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ก่อนเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาในวันที่ 4 ส.ค. พร้อมยอมรับว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไม่เคยพบมาก่อน และไม่มีใครทนได้
บช.ก. เร่งรวบรวมหลักฐาน ลุ้นสรุปดำเนินคดีเพิ่ม
ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีอาญาว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสาร คำให้การ และพยานหลักฐานเพิ่มเติมจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) รวมถึงตรวจสอบข้อมูลทางเทคนิค เพื่อพิจารณาว่าจะมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติมนอกเหนือจากผู้ต้องหา 3 รายหรือไม่
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ระบุว่า ภายในวันจันทร์นี้จะได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะดำเนินคดีกับบุคคลเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่มีการแจ้งข้อหาเพิ่ม จะรายงานให้สำนักงาน ป.ป.ช. ทราบ เพื่อให้คณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมจัดทำแผนประทุษกรรมเสนอต่อนายกรัฐมนตรี
“มติ กสถ.” อาจมีปัญหาข้อกฎหมาย?
ท่ามกลางการเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงและการขยายผลคดี อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตามองคือ “ผลทางกฎหมาย” เมื่อคำถามไม่ได้มีเพียงว่า “ใครโกง” แต่ยังรวมถึง “การแก้ไขผลกระทบหลังเกิดการทุจริต” ดำเนินการถูกต้องตามอำนาจและขั้นตอนหรือไม่
ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการผู้เชี่ยวชาญ ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความชอบด้วยกฎหมายของมติ กสถ. ที่ยกเลิกประกาศการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันข้าราชการท้องถิ่น หลังพบการแก้ไขคะแนนสอบ โดยชี้ว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่อำนาจของหน่วยงานในการเพิกถอนบัญชีผู้สอบได้ และขั้นตอนที่ใช้ดำเนินการ ซึ่งอาจกลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมายระลอกใหม่ หากดำเนินการไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ธนกฤต ระบุว่า กสถ. มีมติเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ให้เพิกถอนบัญชีผู้สอบได้ทั้งหมด และเตรียมประกาศขึ้นบัญชีใหม่เฉพาะผู้สอบได้โดยสุจริต โดยอ้างอำนาจตามมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 แต่ตามประกาศคณะกรรมการกลางเกี่ยวกับมาตรฐานทั่วไปด้านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 ข้อ 30 กำหนดว่า หากพบการทุจริตภายหลังการประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้แล้ว อำนาจในการเพิกถอนบัญชีเป็นของคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) ไม่ใช่ กสถ.
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่า มติ กสถ. ที่ยกเลิกประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบได้ อาจไม่เข้าข่ายเป็น “คำสั่งทางปกครอง” ตามกฎหมาย แต่เป็นเพียงขั้นตอนการพิจารณาทางปกครอง เพื่อเตรียมนำไปสู่การออกคำสั่งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นสังกัด ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการสั่งบรรจุ แต่งตั้ง หรือให้ออกจากราชการ
ดังนั้น การอ้างมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ เพื่อเพิกถอนมติดังกล่าว อาจมีข้อจำกัด เนื่องจากบทบัญญัตินี้ใช้สำหรับการเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่การเพิกถอนมติที่เป็นเพียงขั้นตอนการพิจารณาทางปกครอง
ธนกฤต เสนอว่า เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งด้านกฎหมาย กสถ. ควรดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศมาตรฐานทั่วไปฯ โดยให้ ก.จ., ก.ท. และ ก.อบต. เป็นผู้ดำเนินการยกเลิกประกาศขึ้นบัญชี หลังพบการทุจริตภายหลังการประกาศผล
หากประกาศขึ้นบัญชียังไม่ได้ถูกยกเลิกโดยชอบด้วยกฎหมาย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นสังกัดอาจยังไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้สอบได้พ้นจากตำแหน่ง และหากดำเนินการไป อาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายในภายหลัง
“คดีทุจริตสอบท้องถิ่น” จึงไม่ได้มีเพียงโจทย์การค้นหาผู้กระทำผิดจากกระบวนการแก้ไขคะแนนสอบเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่คำถามสำคัญเรื่องการเยียวยาความเสียหาย และการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐในการจัดการกับผลสอบที่เกิดปัญหา
ขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเตรียมส่งรายงานให้นายกรัฐมนตรี และตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลทางคดีอาญา ปมอำนาจการเพิกถอนบัญชีสอบของ กสถ. กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตา เพราะหากขั้นตอนทางกฎหมายไม่รัดกุม อาจทำให้การแก้ปัญหาจากคดีทุจริต กลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมายครั้งใหม่ตามมา




