ทีมข่าว Spacebar Big City ลงพื้นที่ไปที่ Patara Elephant Conservation อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ที่เป็นบ้านหลังใหม่ของ ช้างพลายดอกแก้ว ที่ถูกย้ายมาจากมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
ความน่าสนใจของช้างเชือกนี้อยู่ที่เป็นการเปลี่ยนระบบการเลี้ยงจาก “ระบบขังคอก” มาเป็น “ระบบมัดย้าย” ซึ่งนับความเป็นความท้าทายเป็นอย่างมาก เนื่องจากระบบขังคอก ช้างจะไม่คุ้นเคยกับตัวคน และพลายดอกแก้วเอง ก็เป็นช้างวัยรุ่นที่มีความดุเดือนพอตัวเช่นกัน ทำให้ทีมงานต้องมีการวางแผนในการดูแลอย่างรอบคอบและต้องใช้ความระมัดระวัง
โดยจากการเข้าไปสังเกตสถานที่ที่ พลายดอกแก้ว อยู่ในตอนนี้อยู่ใกล้กับริมลำธารสามารถลงไปเล่นน้ำ เล่นโคลนได้ และยังอยู่ใต้ร่มไม้ ที่มีหญ้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติสามารถให้ช้างกินได้นอกเหนือจากที่เจ้าหน้าที่เอามาให้



พลายดอกแก้ว เองก็ดูร่าเริงแจ่มใส และที่สำคัญตอนนี้มีเพื่อนใหม่แล้ว บางครั้งก็จะมีช้างที่เดินเข้ามาเล่นด้วย หรือ ช้างที่ทางทีมงานพามาเพื่อทำให้พลายดอกแก้วผ่อนคลาย พร้อมๆ กับทำความรู้จักกับเพื่อนช้างเชือกอื่นๆ
เมื่อช้างเชือกอื่นเดินเข้ามาใกล้ พลายดอกแก้วก็ไม่ได้หงุดหงิด สามารถกินอาหารร่วมกันได้ ยิ่งเป็นช้างเพศเมียยิ่งทำให้พลายดอกแก้วอารมณ์ดี มีการนำงวงไปหยอกเล่น สัมผัสตัวช้างเพศเมียอยู่เป็นพักๆ พออยู่เชือกเดียวก็ลงไปเล่นน้ำ เล่นโคลน แม้ว่าจะมีคนมาอยู่บริเวณใกล้เคียงก็ไม่ได้มีอาการอะไร




ธีรภัทร ตรังปราการ นายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย และเป็นหัวหน้าทีมในการให้การดูแลพลายดอกแก้ว เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ตอนนี้พลายดอกแก้วย้ายมาอยู่ที่แห่งนี้เกือบ 2 อาทิตย์ ถือว่าปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่ได้ไม่ยาก ไม่ดื้อ ทำตัวดี เริ่มสื่อสารกับควาญช้างได้บ้างแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ประมาท มีการวางแผนในการดูแลอย่างละเอียดทุกขั้นตอน หลังจากนี้เจ้าหน้าที่และควาญช้างก็จะพยายามสุดความสามารถในการทำให้ชีวิตใหม่ของพลายดอกแก้วมีความสุขที่สุดทั้งกายและจิตใจ
“โดยระบบมัดย้าย จะเป็นการหมุดเวียนจุดที่มัดช้าง ซึ่งเป็นระบบที่ชาวไทยเราคุ้นเคยและทำกันมานาน เราจะมัดช้างไว้ประมาณ 2-3 วัน ในจุดที่มีน้ำผ่าน มีหญ้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ พร้อมกับให้อาหารจากเจ้าหน้าที่ เมื่อหญ้าจุดนั้นใกล้หมด ก็จะย้ายที่หมุดเวียนไปเรื่อยๆ แบบนี้ แต่ตอนนี้พลายดอกแก้วยังไม่สามารถหมุดเวียนได้ เพราะต้องสังเกตพฤติกรรมก่อน แต่ความเป็นอยู่ดูแลอย่างเต็มที่”
“สำหรับแนวทางการเลี้ยงช้าง อยากจะทำความเข้าใจกับประชาชนว่า ทุกอย่างไม่มีอิสระ 100% ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบของความปลอดภัยและสุขภาพของช้าง อยากเปรียบเทียบกับคนเราก็ไม่ได้มีอิสระเต็มร้อย มีปัจจัยอื่นๆ ที่ควบคุมอยู่ แต่จะทำอย่างไรให้ทุกอย่างสมดุล การเลี้ยงช้างก็เช่นกัน เราไม่สามารถปล่อยให้ช้างเดินไปมาไหนเองได้ แม้แต่ช้างป่าเองก็ต้องอยู่ในเขตป่าจะไปในเขตชุมชนก็ไม่ได้ เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับประชาชน”

ธีรภัทร กล่าวอีกว่า ประเทศไทยจะมีการเลี้ยงอยู่ 2 แบบ คือ ดูแลด้วยควาญช้างที่จะใช้ระบบมัดย้าย การใช้ขอช้างซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการควบคุมช้าง เราไม่ได้ใช้สิ่งนี้เพื่อทำร้ายช้าง แต่เราต้องใช้เพื่อคุมช้างในทำตัวตามความเหมาะสม
“ส่วนโซ่ที่ใช้ลามช้าง ก็ใช้เพื่อให้ช้างอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ไม่ให้ไปสร้างความเดือดร้อนและเพื่อความปลอดภัยของตัวช้างเอง การลามก็มีหลักการอยู่แล้ว ช้างสามารถล่มตัวลงนอนหรือเดินไปมาได้ โดยระบบนี้ควาญช้างกับช้างจะมีความใกล้ชิดสนิทกัน”
“ส่วนอีกระบบหนึ่งจะเป็นระบบขังคอกที่จะมีผู้ดูแลค่อยให้อาหาร ซึ่งอาจจะไม่ใช้ควาญช้าง แต่ในไทยไม่ได้เป็นที่นิยมเพราะค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก และภูมิประเทศของไทยเองก็เหมาะกับระบบแบบมัดย้ายมากกว่า”
หัวหน้าทีมในการให้การดูแลพลายดอกแก้ว ยังย้ำด้วยว่า ไม่ว่าระบบไหน ต่อไปนี้ต้องมีการวางมาตรการในการดูแลช้างเพิ่มขึ้นในส่วนของการรับมือภัยพิบัติ การที่ให้ช้างสามารถสื่อสารกับควาญช้างได้บ้าง เพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายได้ง่ายขึ้นในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเวลาที่ช้างป่วยต้องทำการรักษา ยิ่งกรณีของช้างดุ ความยากยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปอีก ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียการป้องกันไว้ถือเป็นสิ่งที่จำเป็น
“สำหรับพลายดอกแก้ว ถือว่าเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาของวงการช้างไทย เราจะดูแลอย่างเต็มที่ อย่างค่อยเป็นค่อยไป ตัวช้างเองก็ให้ความร่วมมือดี ต้องให้เค้ารู้ว่าโลกภายนอกเป็นอย่างไร เรามีการนำเอาช้างเพศผู้ที่มีอายุมากกว่าไปหาพลายดอกแก้วเพื่อให้เข้าใจระบบสังคมมากขึ้น คาดว่าอีกไม่นานพลายดอกแก้ว จะสามารถเดินไปมาพร้อมๆ กับพี่ๆ น้องๆ ช้างเชือกอื่นได้”







