จากกรณีรายการโหนกระแส วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่นำเสนอเรื่องราวของหมอดูรายหนึ่งซึ่งรับเครื่องรางของขลังจากคนกลางมาจำหน่ายต่อ ก่อนเกิดข้อพิพาทกับลูกค้าจนต้องชดใช้เงินประมาณ 2.6 ล้านบาท โดยภายในรายการยังมีการกล่าวถึงลูกค้าหญิงที่ซื้อน้ำมันพรายไปใช้เพื่อหวังให้คนรักกลับมาหา เรื่องนี้จึงไม่ได้มีเพียงประเด็นการซื้อขายเครื่องรางราคาแพงหรือข้อสงสัยเรื่องวัตถุที่อ้างว่าทำจากชิ้นส่วนมนุษย์ซึ่งยังต้องพิสูจน์ แต่ยังชวนตั้งคำถามว่า ทำไมคนเราจึงยอมเสียเงินมากมายเพื่อแลกกับความหวังว่าจะได้ใครบางคนกลับคืนมา?
หากมองเพียงผิวเผินหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงยอมจ่ายเงินให้กับสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่สำหรับคนที่กำลังเผชิญกับความรักที่พังทลายความรู้สึกอาจไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น เพราะเมื่อคนที่เคยอยู่ด้วยกันหายไปจากชีวิตบางคนอาจรู้สึกเหมือนสูญเสียทั้งความรัก ความมั่นคง และอนาคตที่เคยวาดฝันร่วมกัน การได้ยินว่ามีเครื่องรางหรือพิธีกรรมที่ช่วยให้คนรักกลับมาจึงอาจกลายเป็นความหวังเล็กๆ ที่ทำให้รู้สึกว่ายังมีโอกาสแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แม้จะต้องแลกมาด้วยเงินจำนวนมากก็ตาม
เรื่องนี้สามารถอธิบายผ่านมุมมองทางจิตวิทยา จากงานวิจัยของ Deborah Davis และคณะ ตีพิมพ์ในวารสาร Personality and Social Psychology Bulletin ปี 2003 ซึ่งศึกษาปฏิกิริยาหลังเลิกราของผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 5,000 คนพบว่า คนที่มีความวิตกกังวลเรื่องความผูกพันสูงมีแนวโน้มหมกมุ่นกับอดีตคนรัก เผชิญความทุกข์ทางอารมณ์มากขึ้น และพยายามกลับไปสร้างความสัมพันธ์เดิมอย่างหนัก ผลการศึกษานี้สะท้อนว่า สำหรับบางคนการยอมรับว่าความรักจบลงแล้วอาจเป็นเรื่องยากกว่าการพยายามหาหนทางให้คนรักกลับมา
นอกจากนี้งานศึกษาของ Kai-Tak Poon และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ใน British Journal of Psychology ปี 2023 ยังพบว่า ผู้ที่รู้สึกถูกกีดกันหรือถูกปฏิเสธทางสังคมมีแนวโน้มแสดงความเชื่อเรื่องโชคลางมากขึ้นโดยมีความรู้สึกสูญเสียการควบคุมสถานการณ์เป็นปัจจัยสำคัญ แม้งานวิจัยนี้จะไม่ได้ศึกษาเรื่องการซื้อเครื่องรางเรียกคนรักโดยตรงแต่ก็ช่วยให้เข้าใจได้ว่า เมื่อมนุษย์รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นได้ การหันไปพึ่งพาความเชื่ออาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้รู้สึกว่ายังสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตได้
เมื่อเข้าใจความรู้สึกของคนที่กำลังทุกข์ใจก็จะเริ่มมองเห็นอีกด้านหนึ่งของเรื่องนี้ นั่นคือ เมื่อความหวังกลายเป็นสิ่งที่มีคนต้องการก็ย่อมมีคนมองเห็นโอกาสในการนำความหวังนั้นมาขาย เครื่องรางบางชิ้นจึงไม่ได้มีราคาจากวัสดุที่ใช้ผลิตเท่านั้น แต่อาจถูกเพิ่มมูลค่าด้วยเรื่องเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ พิธีกรรม หรือคำบอกต่อว่าใช้แล้วได้ผล ยิ่งมีการกล่าวอ้างว่าสามารถเรียกคนรักกลับมา เปลี่ยนโชคชะตา หรือช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ก็ยิ่งอาจดึงดูดผู้ที่กำลังต้องการที่พึ่งทางใจได้มากขึ้น
แน่นอนว่าการบูชาเครื่องรางหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นความเชื่อส่วนบุคคล หลายคนทำเพื่อความสบายใจโดยไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ที่แน่นอน และไม่ใช่ผู้ประกอบพิธีหรือผู้จำหน่ายเครื่องรางทุกคนจะมีพฤติกรรมหลอกลวง แต่เส้นแบ่งที่สังคมควรตั้งคำถามคือ เมื่อผู้ขายไม่ได้เสนอเพียงสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ แต่กลับนำเสนอว่าเครื่องรางสามารถเปลี่ยนความรู้สึกหรือการตัดสินใจของคนอื่นได้จริงความศรัทธาก็กำลังถูกเปลี่ยนให้เป็นคำรับรองทางการค้า ทั้งที่ความรักเป็นเรื่องของคนสองคนและไม่มีใครสามารถรับประกันความรู้สึกของอีกฝ่ายได้
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องที่หน่วยงานรัฐมองข้าม เพราะสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) มีแนวทางเกี่ยวกับข้อความโฆษณาที่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงซึ่งยากแก่การพิสูจน์ โดยระบุว่าไม่ควรนำความเชื่อส่วนบุคคลมาใช้ชักจูงผู้บริโภคที่กำลังมีความทุกข์หรือต้องการที่พึ่งทางใจ พร้อมยกตัวอย่างการโฆษณาเกี่ยวกับการเรียกคนรักกลับคืนมาซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ดังนั้นการซื้อเครื่องรางแล้วไม่ได้ผลอาจไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกงโดยอัตโนมัติ แต่คำกล่าวอ้าง วิธีการขาย และข้อมูลที่ผู้ซื้อได้รับยังคงเป็นเรื่องที่ตรวจสอบตามกฎหมายได้
ท้ายที่สุดข่าวเครื่องรางมูลค่าหลักล้านอาจไม่ได้สะท้อนเพียงความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นความเปราะบางของมนุษย์ในวันที่กำลังสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิต สังคมจึงไม่ควรเอาแต่หัวเราะเยาะว่าทำไมคนถึงยอมเสียเงินเพื่อซื้อความหวัง แต่ควรตั้งคำถามกับคนที่นำความหวังเหล่านั้นมาสร้างรายได้ด้วยว่ามีความรับผิดชอบต่อความรู้สึกและความเสียหายของผู้ซื้อเพียงใด เพราะ คนที่กำลังเสียใจอาจต้องการเพียงโอกาสให้ความรักกลับมา แต่ไม่ควรมีใครฉวยโอกาสจากความเจ็บปวดนั้นเพื่อหาผลประโยชน์
ความรักอาจเป็นสิ่งที่ซื้อไม่ได้ และความศรัทธาก็ไม่จำเป็นต้องมีราคา แต่หากวันหนึ่งความทุกข์ของคนเรากลายเป็นสินค้าที่ใครก็สามารถหยิบมาขายได้ สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามอาจไม่ใช่แค่ว่า ทำไมคนถึงยอมจ่ายเงินเพื่อให้คนรักกลับมา แต่ต้องถามด้วยว่าใครกันที่กำลังทำกำไรจากหัวใจของคนที่ยังไม่พร้อมจะสูญเสีย




