กำลังพลทหารช่างจากกองพลพัฒนาที่ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งซ่อมแซมพนังกั้นน้ำชั่วคราวกึ่งถาวรตลอดแนวลำน้ำสาย เพื่อป้องกันผลกระทบจากน้ำหลาก ที่อาจสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน รวมถึงพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนในอำเภอแม่สาย


ชาวบ้านชุมชนสายลมจอย อ.แม่สาย กล่าวว่า ช่วงนี้เข้าฤดูฝนแล้วรู้สึกเป็นกังวลอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาฝนตกตอนบนเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดน้ำท่วมแล้ว และน้ำท่วมเป็นประจำ โดยเฉพาะชุมชนเกาะทราย ไม้ลุงขน และชุมชนสายลมจอย ทำให้ชาวบ้านเตรียมความพร้อม ขนของใช้ที่ไม่จำเป็น ขึ้นไว้ที่สูง เพื่อลดความเสียหาย เพราะไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านี้

"ปัจจุบันชาวบ้านที่นี่จึงมีความกังวลเป็นอย่างมาก ว่าหากมีฝนตกหนักมากกว่านี้ในช่วงฤดูฝนจะรับมือได้อย่างไร และจะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนปลายปี 2567 หรือไม่ ซึ่งไม่มีความมั่นใจในการอยู่ในพื้นที่เลย และครั้งที่ผ่านมาน้ำท่วมจนทำให้ทรัพย์สินในบ้านเสียหายทั้งหมด"
"อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการขุดลอก และทำผนังกั้นน้ำให้มีความแข็งแรงทนทาน มากกว่าเพียงการวางกระสอบทรายบิ๊กแบ็ค ที่มีความเสี่ยงที่น้ำจะทะลักเข้าชุมชนได้เพราะ ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนครั้งที่ผ่านมา นอกจากนี้อยากให้มีระบบเตือนภัยที่ดีที่ให้ชาวบ้านได้มีเวลาอพยพ ไปอยู่ในที่ปลอดภัย"


ด้าน วรายุทธ ค่อมบุญนายอำเภอแม่สาย เปิดเผยว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญคืออาคารที่กีดขวางทางน้ำ ทั้งอาคารราชพัสดุและอาคารเอกชนรวม 14 จุด แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะเข้าใจและยินยอมให้รื้อถอน แต่ยังติดปัญหาด้านระเบียบราชการและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
โดยอาคารของธนารักษ์ยังไม่ได้เพิกถอนจึงยังรื้อไม่ได้ ส่วนประชาชนที่ยินยอมให้รื้อถอน ก็ต้องมีการช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัยหรือเงินชดเชย เพราะหลายครอบครัวยังไม่รู้จะย้ายไปอยู่ที่ไหน ตรงนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญ และอีกปัญหาหนึ่งก็คือการขุดลอกแม่น้ำสาย ยังไม่สามารถทำได้ เพราะแม่น้ำสายและแม่น้ำรวกเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ การดำเนินการใดๆ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งไทยและเมียนมา ผ่านคณะกรรมการชายแดนร่วม หรือ JCR
“แม้แนวเขตแดนบริเวณแม่น้ำสายได้มีการกำหนดโดยใช้ร่องน้ำลึกตามข้อตกลงเมื่อปี 2530-2531 และมีบันทึกความตกลงเพิ่มเติมในปี 2535 ส่งผลให้บางพื้นที่ริมแม่น้ำ แม้เป็นแผ่นดินไทย แต่กลับอยู่ในเขตแดนที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากเมียนมา เช่น บริเวณเกาะทรายและวัดเกาะทราย”
“ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานความมั่นคงได้เร่งประสานไปยังทางการเมียนมาอย่างต่อเนื่อง ขอให้เร่งขุดลอกแม่น้ำสายให้ทันก่อนฤดูฝน แต่ทางเมียนมายืนยันว่าจะเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด” นายอำเภอแม่สาย กล่าว

รศ.ชูโชค อายุพงศ์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การวางกระสอบสาย บิ๊กแบ็ค ตามแนวพนังกั้นน้ำสาย ของฝั่งประเทศไทยถือว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะกระสอบสายบิ๊กแบ็คมีอายุอายุการใช้งานเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ซึ่งจะทำให้เปื่อยยุ่ย และเสื่อมสภาพ และไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ที่ใช้งบประมาณมากถึง 8 ล้านบาท แต่ในระยะยาวไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ของแม่สายได้
ขณะเดียวกันการทำผนังกั้นน้ำทั้งสองฝั่ง ไทย และเมียนมา ความจริงต้องทำบนตลิ่ง แต่ปัจจุบันเราเห็นทำอยู่ ร่างตลิ่งเกือบถึงกลางแม่น้ำ ลำน้ำสาย ทั้งสองฝั่งถือว่ามีการ สร้างอาคารรุกล้ำ ลำน้ำเข้ามา ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นคอขวด หากน้ำมาก็จะทำให้น้ำท่วมได้ง่าย
“ปี 2569 อำเภอแม่สายยังถือว่ามีความเสี่ยงที่ อาจเกิดน้ำท่วม เมื่อน้ำมาไม่ล้นพนัง แต่น้ำจะลอดเข้าพื้นที่ และหาก พนังต้านน้ำไม่ไหวจะพังลงมา ตรงไหนพังจะเกิดความเสียหายหนัก เพราะเป็นน้ำที่ไหลแรงและเร็ว ขณะเดียวกันถ้าหากน้ำมาเยอะระดับเกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที น้ำจะข้ามพนัง ซึ่งจะเข้าฝั่งไทยก่อน เพราะพนังฝั่งไทยต่ำกว่า และหากน้ำมาเท่าปี 2567 จะเข้าทั้งสองฝั่งได้”
— รศ.ชูโชค อายุพงศ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่






