วันนี้ (9 ต.ค.2569) กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 5 เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ในช่วงวันที่ 9-13 ต.ค.2569 บริเวณประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีลักษณะของฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก หลายพื้นที่ของไทยมีโอกาสเจอฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ตามช่วงเวลาดังนี้
· วันที่ 9 ต.ค.2569 : บริเวณด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยจะมีฝนหนักที่จังหวัดบึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี จันทบุรี ตราด เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส
· วันที่ 10 ต.ค.2569 : บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ฝนหนักมากที่จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร ตาก ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ลพบุรี สระบุรี นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา อุทัยธานี สุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม รวม กทม.–ปริมณฑล นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง
· วันที่ 11 ต.ค.2569 : ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ฝนหนักมากที่ จ.ราชบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กำแพงเพชร ตาก อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม สมุทรสาคร รวม กทม.–ปริมณฑล นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ระนอง กระบี่ ตรัง สตูล
· วันที่ 12 – 13 ต.ค.2569 : ยังมีฝนตกหนักต่อเนื่องในภาคใต้บริเวณ จ. เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล
เนื่องจากในช่วงปลายฤดูฝนบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย ตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย
ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิด น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมขังได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง
สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยในบริเวณฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ควรตรวจสอบเส้นทางและเดินเรือด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มี ฝนฟ้าคะนอง
เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนวางแผนการใช้ชีวิตและการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างระมัดระวัง และขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา

สทนช.เร่งระบายน้ำ รับฝนระลอกใหม่ เตือน 14 จังหวัดภาคใต้เฝ้าระวัง 9–11 ต.ค.
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) แจ้งเตือนช่วงวันที่ 9-11 ตุลาคม นี้ หลายพื้นที่ของไทยจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดย สทนช.ได้ประสานหน่วยงานเร่งระบายน้ำเพื่อคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วมภาคกลาง-ภาคตะวันออก และเตรียมรับมือฝนระลอกใหม่
โดย ชยันต์ เมืองสงเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 7/2569 ว่า กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) คาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 9–11 ต.ค. 2569 จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ครอบคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนวันที่ 12–15 ต.ค. ฝนในพื้นที่ตอนบนจะลดลง ขณะที่ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องตามฤดูกาล
เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า ทุกหน่วยงานได้รับทราบข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี จากการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ให้เฝ้าระวังและบริหารจัดการน้ำเชิงรุก ตลอดจนเตรียมความพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที โดย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ สทนช. ส่งข้อมูลแจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงโดยตรงเป็นรายจังหวัด เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างแม่นยำและทันสถานการณ์
ส่วนการเร่งคลี่คลายสถานการณ์อุทกภัยนั้น สทนช. ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ปรับการบริหารน้ำตามสถานการณ์ของแต่ละลุ่มน้ำ โดยมุ่งเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วม ลดปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง และเตรียมพื้นที่รองรับน้ำฝนระลอกใหม่ โดยมีการดำเนินงานดังนี้
ลุ่มน้ำบางปะกง ขณะนี้มวลน้ำหลากจาก จ.ปราจีนบุรี และนครนายก กำลังเคลื่อนตัวผ่าน จ.ฉะเชิงเทรา กรมชลประทานและกองทัพเรือ จึงระดมติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยให้เร็วที่สุด
ลุ่มน้ำเจ้าพระยา กรมชลประทาน ทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน พร้อมทั้งเร่งพร่องระดับน้ำบริเวณหน้าเขื่อน เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับมวลน้ำสะสม ควบคู่กับการผันน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง
แต่เนื่องจากสถานการณ์ฝนตกในพื้นที่ทุ่งทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น จึงกำชับให้เร่งระบายน้ำออกจากทุ่งทันที เมื่อระดับน้ำในลำน้ำสายหลักลดลง นอกจากนี้ ทยอยปรับลดการผันน้ำเข้าสู่แม่น้ำท่าจีน ผ่านประตูระบายน้ำพลเทพให้อยู่ในอัตรา 50 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อบรรเทาผลกระทบน้ำหลากในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี และนครปฐม
ลุ่มน้ำป่าสัก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ซึ่งมีปริมาณน้ำ 106% ของความจุเก็บกัก ควบคุมการระบายน้ำในห้วงนี้ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และระบายผ่านเขื่อนพระราม 6 ไม่เกิน 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ พร้อมปรับลดการรับน้ำผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์เข้าคลองชัยนาท–ป่าสัก เหลือ 80 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำในคลองให้สามารถรองรับการระบายน้ำออกจากทุ่งฝั่งซ้ายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ลุ่มน้ำแม่กลอง เขื่อนวชิราลงกรณมีปริมาณน้ำ 99% ของความจุเก็บกัก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยังคงระบายน้ำวันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยสถานการณ์น้ำล้นตลิ่งท้ายเขื่อนในแม่น้ำแม่กลองบริเวณ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ระดับน้ำเริ่มทรงตัวและมีแนวโน้มลดลง
ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ มีแผนระบายน้ำไม่เกินวันละ 20 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ขณะที่เขื่อนแม่กลองระบายน้ำในอัตราประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
ลุ่มน้ำเพชรบุรี–ประจวบคีรีขันธ์ เขื่อนแก่งกระจาน มีปริมาณน้ำ 102% ของความจุเก็บกัก ปรับเพิ่มการระบายน้ำเป็นวันละ 10–12 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อเร่งสร้างพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำรองรับมวลน้ำหลากระลอกใหม่ โดยกำหนดจุดควบคุมอัตราการไหลของน้ำผ่านตัวเมืองเพชรบุรี ไม่ให้เกิน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจ
เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่าสทนช. และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้แจ้งเตือนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ รวมถึง จ.เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้เตรียมมาตรการป้องกันและช่วยเหลือประชาชนล่วงหน้า พร้อมกำชับศูนย์ ปภ. ในพื้นที่ให้เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำล่วงหน้าในเขตชุมชนลุ่มต่ำ รวมทั้งเฝ้าระวังจุดเสี่ยงดินโคลนถล่มด้วยระบบ Early Warning
ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่มีน้ำเกินความจุ กรมชลประทานเปิดระบายน้ำเต็มศักยภาพ พร้อมแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ำแล้ว ขณะที่ ปภ. ต้องปรับแผนเผชิญเหตุเป็นรายพื้นที่และระบุจุดซักซ้อมอพยพให้ชัดเจน และมอบหมายกรมชลประทาน เร่งรัดซ่อมแซมเครื่องจักรกลที่ชำรุดให้พร้อมใช้งาน ก่อนเข้าสู่ช่วงน้ำหลากในพื้นที่ภาคใต้
“สทนช.จะติดตามสถานการณ์และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเร่งคลี่คลายพื้นที่น้ำท่วมในปัจจุบัน ควบคู่กับการเตรียมรับฝนระลอกใหม่ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำแต่ละพื้นที่เป็นไปอย่างสอดคล้องกัน และลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน”

สรุปสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ วันที่ 9 ต.ค. 69 เวลา 7.00 น.
1.สถานการณ์ฝนสูงสุด รายภาค : ภาคเหนือ จ.อุทัยธานี (57) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา (6) ภาคกลาง จ.สมุทรสาคร (19) ภาคตะวันออก จ.จันทบุรี (40) ภาคตะวันตก จ.ประจวบคีรีขันธ์ (38) และ ภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี (92)
2.วันนี้ : ภาคใต้มีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนประเทศไทยตอนบนมีฝนน้อย แต่มีฝนตกหนักในพื้นที่บริเวณด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก
คาดการณ์ : ช่วงวันที่ 10 - 13 ต.ค. 69 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีสภาพอากาศแปรปรวน ฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก ฟ้าผ่า และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในระยะแรก หลังจากนั้นประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง ส่วนภาคใต้จะยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง
3.สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำในภาพรวม: ปริมาณน้ำรวม: 82% ของความจุเก็บกัก (66,248 ล้าน ลบ.ม.) ปริมาณน้ำใช้การ: 74% (42,123 ล้าน ลบ.ม.)
4.สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำรายภาค:
ภาคเหนือ: มีปริมาณน้ำ 20,923 ล้าน ลบ.ม. (76%)
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: มีปริมาณน้ำ 8,499 ล้าน ลบ.ม. (70%)
ภาคกลาง: มีปริมาณน้ำ 1,450 ล้าน ลบ.ม. (77%)
ภาคตะวันออก: มีปริมาณน้ำ 2,774 ล้าน ลบ.ม. (88%)
ภาคตะวันตก: มีปริมาณน้ำ 27,233 ล้าน ลบ.ม. (96%)
ภาคใต้: มีปริมาณน้ำ 5,369 ล้าน ลบ.ม. (70%)
สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา (วันที่ 9 ต.ค. 69 เวลา 06.00 น.)
สถานี P.17 อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์ ปัจจุบันมีระดับน้ำ 35.35 ม.รทก. (ต่ำกว่าตลิ่ง 2.90 ม.) มีแนวโน้มลดลง
สถานี N.67 อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์ ปัจจุบันมีระดับน้ำ 25.74 ม.รทก. (ต่ำกว่าตลิ่ง 2.47 ม.) มีแนวโน้มทรงตัว
สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ที่ 1,994 ลบ.ม. ต่อวินาที ระดับน้ำ 22.72 ม.รทก. (ต่ำกว่าตลิ่ง 2.98 ม.) ระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 2,300 ลบ.ม. ต่อวินาที โดยมีระดับน้ำเหนือเขื่อน +15.99 ม.รทก. และระดับน้ำท้ายเขื่อน +15.46 ม.รทก.
ทั้งนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ออกประกาศเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ในช่วงวันที่ 10 – 12 ต.ค. 2569 ดังนี้
1.พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ในพื้นที่ จ.น่าน กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส
2.เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก
3.เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของแม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำบางปะกง คลองพระสะทึง คลองพระปรง แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำตราด แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแควใหญ่ แม่น้ำเพชรบุรี คลองบางสะพาน แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลก

กรมชลฯ ลดระบายเขื่อนเจ้าพระยา เหลือ 2,200 ลบ.ม./วินาที
วันนี้ (9 ต.ค.2569) กรมชลประทาน เดินหน้าปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท อย่างต่อเนื่อง หลังปริมาณน้ำที่ไหลมาจากพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง โดยเตรียมทยอยปรับลดการระบายน้ำจาก 2,300 เหลือ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันนี้ (9 ต.ค.2569) เพื่อลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายเขื่อนและบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา
รายงานสถานการณ์น้ำ สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,994 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่สถานี Ct.19 แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 58 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่วนเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และมีระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +15.99 เมตร รทก. แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
จากสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน กรมชลประทานจึงทยอยปรับลดการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาแบบขั้นบันได ตั้งแต่เวลา 12.00 น. โดยลดเฉลี่ยชั่วโมงละประมาณ 10 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จาก 2,300 เหลือ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเวลา 22.00 น. ของวันนี้ (9 ต.ค.2569) และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ตอนล่าง พร้อมบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำฝน-น้ำท่า
ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนและสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนทั้งพื้นที่เหนือและท้ายเขื่อน พร้อมขอให้ประชาชนริมแม่น้ำเจ้าพระยาติดตามประกาศสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 888 ล้าน ลบ.ม. (102%) แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทำให้กรมชลประทานสามารถทยอยปรับลดการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้มากขึ้น โดยการลดระบายของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และเขื่อนพระราม 6 จะช่วยลดปริมาณน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ท้ายเขื่อน ก่อนลงมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา และไหลผ่านสถานี C.29B จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการติดตามปริมาณน้ำที่ไหลต่อไปยังพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 1,977 ลบ.ม./วินาที การปรับลดครั้งนี้จึงช่วยลดภาระน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำป่าสักจะเริ่มดีขึ้น แต่ยังต้องเฝ้าระวังฝนระลอกใหม่ โดยกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ช่วงวันที่ 9-11 ต.ค.2569 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะวันที่ 9 ต.ค. ต้องเฝ้าระวังพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนวันที่ 10-11 ต.ค. ต้องจับตาพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำสายหลักและพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มสูงขึ้นได้อีก
กรมชลประทานยังคงติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ ระดับน้ำเหนือและท้ายเขื่อน รวมถึงสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยให้ความสำคัญกับการลดปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรองรับฝนที่อาจตกเพิ่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำเจ้าพระยา ติดตามประกาศสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานราชการอย่างต่อเนื่อง






