‘อำนาจนิยม’ จากเครื่องแบบ ที่สังคมไทยมักไม่ค่อยตั้งคำถาม

16 ก.ค. 2569 - 18:46

  • เครื่องแบบไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มันคือ 'ภาษาของอำนาจ'

  • 'อำนาจนิยม' ที่มีมาหลายร้อยปี

‘อำนาจนิยม’  จากเครื่องแบบ ที่สังคมไทยมักไม่ค่อยตั้งคำถาม

เหตุเพลิงไหม้ภายใน ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ไม่ได้ทิ้งไว้เพียงความสูญเสียจากเปลวเพลิง หากยังจุดประกายคำถามอีกชุดหนึ่งขึ้นในสังคม เมื่อภาพของชายในชุดคล้ายเครื่องแบบทหารที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘หมวดนัท’ ปรากฏตัวอยู่กลางพื้นที่ปฏิบัติการ เดินเข้าออกจุดเกิดเหตุ พูดคุยกับนายกรัฐมนตรี ใช้วิทยุสื่อสาร และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างคล่องแคล่ว จนหลายคนเข้าใจว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภารกิจครั้งนั้น

แต่เมื่อข้อเท็จจริงทยอยถูกเปิดเผยว่าไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้อง และเข้าข่ายแอบอ้างและให้ข้อมูลเท็จ คำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า ‘เขาเป็นใคร’ แต่กลับขยายไปไกลกว่านั้น คือเหตุใดคนคนหนึ่งจึงได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้คน เพียงเพราะสวมเครื่องแบบที่สื่อถึง 'อำนาจ’

คำถามนี้นำไปสู่การพูดคุยกับ ‘ผศ.สิทธารถ ศรีโคตร’ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การทหารและเครื่องแต่งกายมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ปัญหาของ ‘เครื่องแบบ’ หากแต่เป็นภาพสะท้อนของ ‘วัฒนธรรมอำนาจนิยม’ ที่ฝังรากอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน

เครื่องแบบไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มันคือ 'ภาษาของอำนาจ'

โลกอาจไม่ยุติธรรม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มนุษย์มักตัดสินกันจากสิ่งแรกที่มองเห็น สำหรับ ‘อาจารย์สิทธารถ’ นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ ‘เครื่องแบบ’ ไม่เคยเป็นเพียงเรื่องของแฟชั่น

"โลกมันอยุติธรรมนะ แต่นั่นคือโลก... คนเราจะตัดสินกันจุดแรกที่เราเห็นคือเสื้อผ้าก่อน เสื้อผ้าจึงไม่ใช่เพียงสิ่งปกปิดร่างกาย แต่เป็นภาษาที่สื่อสารถึงสถานะ บทบาท และอำนาจของผู้สวมใส่”

โดยเฉพาะเครื่องแบบทหาร ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งถูกออกแบบมาให้สังคมรับรู้ได้ทันทีว่า บุคคลตรงหน้าคือผู้ที่มีหน้าที่บางอย่าง และเมื่อเครื่องแบบกลายเป็น ‘สัญลักษณ์ของอำนาจ’ ผู้คนจำนวนมากจึงเชื่อโดยอัตโนมัติ ก่อนจะมีโอกาสตรวจสอบว่าบุคคลนั้น มีอำนาจหน้าที่ตามที่เครื่องแบบกำลังสื่อสารหรือไม่

นั่นอาจเป็นคำอธิบายว่า เหตุใดในคืนเกิดเหตุเพลิงไหม้ จึงแทบไม่มีใครตั้งคำถามกับชายในชุดคล้ายทหาร เพราะก่อนที่เขาจะเอ่ยปากพูด เครื่องแบบก็ทำหน้าที่พูดแทนตัวเขาไปแล้ว ในสายตาของอาจารย์ประวัติศาสตร์ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ชุด หากอยู่ที่การใช้ชุดในบริบทที่ทำให้สังคมเข้าใจผิดถึงบทบาทของผู้สวมใส่

อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุ มีคนจำนวนไม่น้อยพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยคำว่า ‘เจตนาดี’ แต่อาจารย์สิทธารถกลับมองว่า นั่นอาจเป็นจุดที่สังคมกำลังหลงประเด็น เพราะไม่มีใครปฏิเสธคุณค่าของความหวังดี แต่ความหวังดีเพียงอย่างเดียว ไม่อาจใช้แทนความรู้ ความสามารถ หรืออำนาจหน้าที่ได้

"สังคมนี้มันหลงทางตรงที่ว่าไอ้เรื่องมีเจตนาดีเนี่ย แม้ว่าเราจะมีเจตนาดี เราต้องรู้ว่าเราช่วยอะไรได้ และเรามีบริบทและขอบเขตตามภาระงานตรงไหน"

เขาเปรียบเทียบว่า หากมีคนประสบอุบัติเหตุ แล้วบุคคลที่ไม่มีความรู้ด้านการแพทย์รีบเข้าไปเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บด้วยความหวังดี แต่กลับทำให้อาการหนักกว่าเดิม คงไม่มีใครใช้คำว่า ‘ตั้งใจช่วย’ เพื่อลบผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เช่นเดียวกับการเข้าไปมีบทบาทในพื้นที่วิกฤต หากการกระทำนั้นสร้างความสับสน รบกวนผู้ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ หรือทำให้สังคมเข้าใจผิดว่าเป็นผู้มีอำนาจ ความหวังดีก็ไม่อาจใช้เป็นเหตุผลเพื่อทำให้การกระทำนั้นเหมาะสมได้

สำหรับเขา การช่วยเหลือที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเข้าไปทำทุกอย่าง แต่คือการรู้ว่าตัวเอง ‘ควรทำอะไร’ และ ‘ไม่ควรทำอะไร’

ความชอบไม่ผิด แต่ต้องไม่กลายเป็นการแอบอ้าง

ในอีกด้านหนึ่ง อาจารย์สิทธารถไม่เห็นด้วยกับการเหมารวมคนที่ชื่นชอบเครื่องแบบทหารทั้งหมดว่าเป็นคนประเภทเดียวกัน เพราะตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในคนที่แต่งชุดทหารมานานกว่าสิบปี ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนวิชาประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายและประวัติศาสตร์โลก แต่สิ่งที่แตกต่าง คือเขารู้ว่าบทบาทของตัวเองอยู่ตรงไหน

"คนที่เขาชัดเจนว่าเขาทำอะไรอยู่ ความต่อเนื่องของการกระทำของเขา มันจะบ่งเอง... การกระทำเป็นสิ่งแสดงออกแทนคำพูดจะดีกว่า"

อาจารย์อธิบายว่า เครื่องแบบที่เขาสวมไม่ใช่เพื่อสร้างภาพว่าตนเองเป็นทหาร หากเป็น ‘สื่อการสอนเคลื่อนที่’ ที่ช่วยให้นักศึกษาเห็นภาพประวัติศาสตร์ผ่านของจริง เหรียญ เครื่องหมาย และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ติดอยู่บนเครื่องแบบ เมื่อหมดเวลาสอน เขาก็ไม่พาตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่อาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือใช้เครื่องแบบเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง

สำหรับเขา ความชอบไม่มีถูกหรือผิด ตราบใดที่ไม่เบียดเบียนทั้งตัวเองและผู้อื่น

"ถ้ายังไม่มีเงินจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซื้อชุด นั่นคือการเบียดเบียนตัวเอง แต่ถ้าใช้เครื่องแบบไปสร้างความเข้าใจผิด หรือไปรบกวนการทำงานของคนอื่น นั่นคือการเบียดเบียนผู้อื่น"

นี่คือเส้นแบ่งที่เขาเชื่อว่า ผู้ที่ชื่นชอบเครื่องแบบทุกคนควรตระหนัก

'อำนาจนิยม' ที่มีมาหลายร้อยปี

ดังนั้น หากจะอธิบายปรากฏการณ์ทั้งหมดด้วยการชี้ไปที่ตัวบุคคลเพียงคนเดียว อาจารย์สิทธารถมองว่า นั่นคือการมองเพียงปลายเหตุ 

"เรื่องอำนาจนิยมนี่หลายร้อยปีครับ มันย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ยุคอยุธยา หรือเก่ากว่าด้วยซ้ำ เราถูกปลูกฝังกันมา สังคมไทยเติบโตมากับโครงสร้างที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่าอำนาจ คือสิ่งที่มีค่าที่สุด”

อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ ได้ยกตัวอย่างวลี 'เจ้าคนนายคน' สะท้อนความคิดหลักของสังคมไทยที่มองว่า 'อำนาจ' เป็นรากเหง้าของทุกสิ่ง นำไปสู่ความมั่งคั่งและชีวิตที่ดี (เช่นเดียวกับระบบศักดินาในอดีตที่ผู้มีอำนาจจะมีไพร่ มีเงิน และความมั่งคั่งตามมา แนวคิดนี้แตกต่างจากวัฒนธรรมตะวันตกที่ให้ความสำคัญกับ 'สุขภาพ' หรือวัฒนธรรมจีนที่ให้ความสำคัญกับ 'เงิน' ในฐานะแหล่งที่มาของอำนาจในหมู่ประชาชน

ขณะที่ประเด็น 'อำนาจนิยมในสังคมไทย' สามารถสรุปแก่นความคิดที่คมคายและลึกซึ้งออกมาได้หลายมิติสำคัญ

'ความนิยมในทหารและอำนาจ' ตั้งแต่ในอดีต เด็กไทยมักถูกปลูกฝังให้ปรารถนาเป็นทหารเพื่อจะได้เป็นผู้มีอำนาจ (เช่น นายกฯ) สะท้อนแนวคิดที่ว่า ความชอบธรรมอยู่ที่ผู้ถืออำนาจ ไม่ว่าอำนาจนั้นจะได้มาโดยชอบธรรมหรือไม่

'การเชื่อฟังโดยปราศจากการตั้งคำถาม' สังคมไทยถูกสอนให้เชื่อฟังอำนาจและเคารพกฎหมาย โดยไม่ตั้งคำถามถึงที่มาหรือความชอบธรรมของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเป็นโครงสร้างอำนาจนิยมที่แตกต่างจากประชาธิปไตยที่ส่งเสริมเสรีภาพในการตั้งคำถาม

'อำนาจนิยมในกองทัพและสังคม' กองทัพจำเป็นต้องมีโครงสร้างอำนาจนิยมเพื่อประสิทธิภาพในการสั่งการ แต่การนำวิธีคิดแบบทหารมาใช้กับสังคมในวงกว้าง โดยขาดการตรวจสอบและสมดุล ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม

ทั้งหมดทั้งมวลสอดคล้องกับ 'ระบบการศึกษาไทย' ที่สะท้อนแนวคิดการควบคุมจากส่วนกลาง คล้ายกับระบบการศึกษาในสังคมนิยมที่กำหนดอุดมการณ์ให้ผู้เรียนต้องเชื่อในบางสิ่ง ระบบการศึกษาไทยผ่านหลักสูตรแกนกลาง ปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมและวินัย 'ครู' มีบทบาทในการใช้อำนาจกับ 'เด็ก' ทำให้เด็กรู้สึกว่าการใช้อำนาจเป็นเรื่องปกติ

ส่วนสิ่งหนึ่งที่เป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญของสังคม คือ 'ความเชื่อง' และการยอมสยบให้เปลือกนอก (Automatic Credibility) โดยระบบอำนาจนิยมไทยทำงานผ่านโครงสร้างของ 'วินัย ลำดับชั้น และการเชื่อฟัง' ซึ่งถูกปลูกฝังอย่างเป็นระบบผ่านสถาบันครอบครัวและระบบการศึกษาสิ่งนี้ทำให้คนไทยถูกฝึกให้ 'เคารพและเชื่อฟังที่มาของอำนาจ มากกว่าการตั้งคำถามต่อข้อเท็จจริง' ซึ่งเครื่องแบบโดยเฉพาะ 'ทหาร' และ 'ตำรวจ' กลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจที่เกิดจากการอยู่ในระบบ ที่สังคมไทยให้การยอมรับมาโดยตลอด

โมเดล 'ยอมจ่ายครึ่งล้าน แลกเงินเดือนหมื่นห้า' (อำนาจต่อยอดได้)

ตัวอย่างที่สะท้อนความบิดเบี้ยวของอำนาจนิยมไทยได้ชัดเจนที่สุดคือ 'การโกงสอบข้าราชการ' หรือการยอมจ่ายเงินใต้โต๊ะจำนวนมากเพื่อเข้าทำงานที่ได้ค่าตอบแทนต่ำ ในมุมมองของสังคมอื่น ตรรกะนี้ถือว่าพังพินาศและอาจเป็นเรื่องขบขับ เพราะใครจะยอมเสียเงินก้อนโตเพื่อไปรับเงินเดือนน้อย

ขณะที่อำนาจนำมาซึ่งเงิน เกียรติยศ และโอกาส จนหลายคนพร้อมจะดิ้นรนเข้าสู่โครงสร้างแห่งอำนาจ ไม่ใช่เพราะรักในหน้าที่ แต่เพราะเห็นว่ามันสามารถต่อยอดไปสู่ผลประโยชน์อื่นได้

"ประเทศอื่นอาจโกงเพื่อเงิน แต่ประเทศไทยยอมจ่ายเงินหลายแสน เพื่อเข้าไปทำงานเงินเดือนหมื่นห้า"

กลับกันในสังคมไทย ทุกคนรู้กันโดยนัยว่า สิ่งที่ยอมจ่ายเงินซื้อไม่ใช่ตัวเงินเดือน แต่คือ 'อำนาจและอิทธิพลที่ติดมากับหัวโขนและเครื่องแบบ' เพื่อนำไปต่อยอดหาผลประโยชน์ ลาภยศ หรืออภิสิทธิ์ที่เหนือกว่าคนธรรมดาในรูปแบบอื่นๆ

บางที นี่อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดที่กรณี 'หมวดนัท' ทิ้งไว้ให้สังคมไทย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องของชายคนหนึ่งในชุดคล้ายทหาร หากคือภาพสะท้อนของสังคมที่ยังคงเชื่อ 'สัญลักษณ์ของอำนาจ' มากกว่า 'การตรวจสอบอำนาจ'

ตราบใดที่เรายังให้ความน่าเชื่อถือกับเครื่องแบบก่อนข้อเท็จจริง คำถามก็จะไม่ใช่เพียงว่า 'หมวดนัทคือใคร' แต่คือเหตุใดสังคมไทยจึงยังยอมให้ 'ภาพลักษณ์' เดินนำหน้า 'ความจริง' อยู่เสมอ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์