อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ร่วมให้สัมภาษณ์หลังหารือกันเสร็จสิ้น โดยเมื่อถูกถามถึงวิธีแก้ไขปมปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว อนุทิน ก็บอกว่า เราต้องให้ความเป็นธรรม ทำตามกฏหมายทุกอย่าง ถ้าสองเรื่องนี้มาบรรจบกันได้ ยินดีแก้ไขปัญหาให้ผ่านพ้นด้วยดี ทุกอย่างต้องถูกต้องตามกฏหมาย มีความชอบธรรม เป็นธรรมกับทุกฝ่าย
เมื่อถามว่าจะเป็นปัญหาหรือไม่ เพราะมีคำสั่งมาตรา 44 ค้างอยู่ อนุทิน ตอบว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาไม่ได้มาจากมาตรา 44 เพราะมาตรา 44 เป็นคำสั่งให้ทำอย่างไร้รอยต่อ ต้องดูปัญหาทั้งระบบถึงที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ต้องหารือกับผู้ว่าฯ กทม.ในสัปดาห์หน้า เร่งสะสางปัญหาโดยเร็ว ทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย ถ้าตรงไหนผิด ก็ต้องว่าไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ขณะเดียวกัน ถ้ามีปัญหาต้องหาทางออกด้วย
“ถ้ามีปัญหามาก ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือชาวกรุงเทพฯ จะปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนไม่ได้ ยืนยันทุกอย่างต้องมีทางออก ต้องใช้ข้อมูลทุกอย่างที่มี โดยเราจะร่วมแก้ปัญหาไม่ใช่ร่วมกันเพิ่มปัญหา จะไปปราบปรามหรือทำอะไรใคร ต้องทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” อนุทิน กล่าว
ส่วนกรณีในคำสั่งตามมาตรา 44 ที่มีเรื่องของคณะกรรมการเจรจา ซึ่งตรงนี้จะล้มไป หรือนับหนึ่งใหม่นั้น อนุทิน เผยว่า ขอหารือในรายละเอียด เรายังไม่ถึงตรงนั้น ดูเพียงพื้นฐานที่ดำเนินมาถึงปัจจุบันนี้ ว่าทำไมมีปัญหาสืบทอดยาวนานมาถึงขณะนี้ ยกตัวอย่าง สมัยที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม เราแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรี แต่ถ้าเรื่องนี้จะผ่านในเวลานั้น ก็ผ่านได้ เพราะองค์ประชุมครบ แต่เมื่อไม่ผ่าน ก็ต้องไปดูว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร
เมื่อถามว่า ยืนยันจุดยืนจะต่อสัมปทานออกไปหรือไม่ หรือจะใช้วิธีการประมูล อนุทิน กล่าวว่า ทางที่ดีที่สุดคือทำตามสัญญาสัมปทานที่มีอยู่ภายใน 5 ปี ถึงจะคุยเรื่องนี้ได้ แต่เรื่องนี้เกิดก่อนที่จะมาเป็น รมว.มหาดไทย และก่อน ชัชชาติ จะเป็นผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งต้องกลับไปดูย้อนหลัง
ส่วนเมื่อถามต่อไปว่า ให้ยึดสัมปทานที่จะหมดในปี 2572 ก่อน โดยยังไม่พูดถึงการขยายเวลาใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า ตรงนั้นยังมีช่องทาง ส่วนเรื่องความเสียหายการเดินรถส่วนต่อขยาย ถ้าถูกต้องและเขาให้บริการประชาชนเกิด ประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ต้องมาดูจะไปเอาเปรียบไม่ได้ โดยงบประมาณที่จะดำเนินการต้องมาจาก ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ทั้งนี้ อยากให้เรื่องจบที่ กทม.
ด้าน ชัชชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ได้คุยกันหลายเรื่อง และได้มาแสดงความยินดีกับท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เป็นหนึ่งในคณะทำงานด้วย ที่ต่อเนื่องจากคณะทำงานของนายกฯ ที่หารือเมื่อวานนี้ (18 ก.ย.) และ กทม.กับกระทรวงมหาดไทย ก็มีหลายเรื่องที่ต้องประสานงานกัน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็นเรื่องสำคัญซึ่งจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการชุดเล็ก ที่มีรายละเอียดจำนวนมาก ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทย ก็มีข้อมูลมากพอสมควร และในสัปดาห์หน้าก็จะมาพูดคุยถึงรายละเอียดกันอีกครั้ง
เมื่อถามถึงประเด็นการแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว ทาง กทม.จะแก้ไขอย่างไรนั้น ชัชชาติ ระบุว่า ทุกอย่างต้องมีทางออก และหากพูดคุยกันด้วยหลักการและเหตุผลก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ซึ่งทางรองนายกฯ อาจมีข้อมูลที่ละเอียดกว่า กทม.ด้วยซ้ำ ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าคงมีการหารือในรายละเอียดอีกครั้ง
เมื่อถามถึงมุมมองต่อกระทรวงมหาดไทย ในยุคนี้ จะขับเคลื่อนงานได้ง่ายกว่าในยุคที่แล้วหรือไม่นั้น ชัชชาติ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “ผมคิดว่าก็ดีทุกยุค แต่เผอิญเราเป็นเพื่อนกัน รู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก และทำงานร่วมกันได้ ผมคิดว่าก็เป็นแนวเดียวกัน และยังเป็นแนวเดียวกับนายกรัฐมนตรีด้วย ที่ท่านไวและตัดสินใจรวดเร็ว มาเจอกันแป๊บเดียว ผมก็ได้เจอทั้งนายกฯ และนายอนุทิน ก็คิดว่าจะเป็นการร่วมมือที่ดี”
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่ประสานขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องทำงานร่วมกัน เช่น การนำสายไฟฟ้าลงดิน เพราะการไฟฟ้านครหลวงเป็นเจ้าของเสาไฟฟ้า รวมถึงการเปลี่ยนเสาไฟฟ้าให้เป็นหลอดแอลอีดี ทั้ง กทม.เพื่อประหยัดพลังงาน เนื่องจากปัจจุบัน การไฟฟ้านครหลวงเป็นผู้จ่าย แต่ กทม.ไม่ได้จ่าย ซึ่งหากมีการเปลี่ยนเป็นหลอดแอลอีดี ก็จะช่วยลดโลกร้อน และลดค่าใช้จ่ายของการไฟฟ้านครหลวงด้วย
อีกทั้งยังมีการหารือขอความร่วมมือจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ที่จะต้องมีการทำงานกับ กทม.อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงยังมีการทำงานร่วมกันในเรื่องการกำจัดขยะ การแก้ปัญหาน้ำเสีย ซึ่งเป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงการใช้แอปพลิเคชัน ทราฟฟี่ฟองดูว์ (Traffy Fondue) เพื่อแจ้งเหตุความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งได้ผลมาก เผื่อกระทรวงมหาดไทยจะนำไปใช้
“ปัจจุบัน กระทรวงมหาดไทยใช้ไปแล้วใน 15 จังหวัด หากขยายให้ใช้ทั้งประเทศได้ก็จะมีประโยชน์ ถ้าเชื่อมโยงกับ กทม.ก็จะแก้ปัญหาข้างเคียงได้ เพื่อจะทำให้การแก้ปัญหาไร้รอยต่อง่ายขึ้น ถือเป็นการคุยที่ดี เพื่อประโยชน์ประชาชน” ชัชชาติ กล่าว




