ผิดธรรมวินัยจาก ‘สังฆาทิเสส-ปาราชิก’ สู่หนทางแก้ ‘พรบ.สงฆ์’

19 ก.ค. 2568 - 08:01

  • จากสัมพันธ์สวาทพระสงฆ์หลายรูปกับ ‘สีกากอล์ฟ’ ทำพระลาสิกขาพ้นสมณเพศและสมณศักดิ์

  • โทษทางสงฆ์แค่ ‘ปาราชิก’ แต่สังคมยังคลางแคลงใจ พ้นผิดทางพระก็เพียงพอแล้วหรือ?

  • ผลักดันแก้ ‘พ.ร.บ.สงฆ์’ คุมเข้ม ‘เงินวัด’ และ ‘คุมพฤติกรรมพระ’ จะใช่ทางออกหรือไม่?

ผิดธรรมวินัยจาก ‘สังฆาทิเสส-ปาราชิก’ สู่หนทางแก้ ‘พรบ.สงฆ์’

แก้ ‘พ.ร.บ.สงฆ์’ กัน ‘เงินหาย’ ได้จริง? หรือแค่ล้อมคอก ‘พระนอกแถว’

ปรากฏการณ์ ‘สีกากอล์ฟ’ ที่ทำให้ ‘พระสังฆาธิการ’ หรือพระชั้นผู้ใหญ่ระดับพระราชาคณะชั้นเทพต้อง ‘สึกชุดใหญ่’ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาความสัมพันธ์ ระหว่าง ‘ผู้หญิงกับพระ’ หากพิจารณาลึกลงไปปัญหานี้มาจากเรื่อง ‘พระ’ กับ ‘เงิน’

สิ่งที่ออกมาจากที่ประชุมมหาเถระสมาคมคือการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เพื่อปิดช่องโหว่ ที่ไม่มีกฎหมายและบทลงโทษทั้งแพ่งและอาญากับฆราวาสและพระสงฆ์ กรณีเสพเมถุน และเอาผิดทั้งคนที่เข้ามาทำความผิด และพระสงฆ์

นอกจากให้วัดทำบัญชี ส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนา จัดระเบียบในการฝากเงินและเก็บเงินของพระและวัด ยังมีเนื้อหาเอาผิดพระและฆราวาสที่ทำให้ศาสนาเสื่อม เช่น พระ–ฆราวาส ที่ทำให้พระศาสนาเสื่อม เช่น พระภิกษุที่อาบัติปาราชิก ต้องจำคุก 1–7 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 20,000–140,000 บาท ฆราวาสที่สมัครใจเสพเมถุนกับพระหรือเณร มีโทษจำและปรับเช่นเดียวกัน

ที่ผ่านมาการกระทำความผิดของพระสงฆ์ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในการที่ว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ เพราะต้องเอาหลักพระธรรมวินัยมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบ ที่สำคัญที่สุดคือหลักฐานพยานจะต้องรัดกุม

หากร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ ได้รับการแก้ไขและผ่านความเห็นชอบ จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสพเมถุนไม่ใช่ความผิดทางพระวินัยเพียงด้านเดียว แต่จะผิดกฎหมายและมีโทษ ทั้งจำคุกและปรับ ขณะเดียวกันจะทำให้คนที่คิดกระทำทั้งผู้กระทำที่เป็นสงฆ์และฆราวาส ต้องตระหนักให้มาก ผลของการกระทำไม่ใช่เพียงแค่การรับผิดชอบด้วยการสึก แต่จะมีผลทางกฎหมายตามมา

บทบัญญัติของกฎหมายใหม่อาจครอบคลุมถึงเรื่องของการใบ้หวยและการ พระอวดอุตริมนุษยธรรม คือโอ้อวดสิ่งที่ไม่ได้มีจริงในตน เพื่อให้คนหลงเชื่อและเกิดผลประโยชน์ ในสิ่งที่หลอกลวงประชาชนก็ถือเป็นความผิดมีโทษทั้งจำและปรับ

ทั้งหมดก็คือการวัวหายล้อมคอก บทบัญญัติอาจจะสร้างความตื่นกลัว ในการกระทำความผิดได้บางส่วน ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่จิตสำนึกของคนที่พึงมี กฎหมายจะรุนแรงสักเพียงใดก็ไม่สำคัญเท่า คุณธรรมในจิตใจคน ก็คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ซึ่งความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระก็เคยเรียนเคยท่องมาแล้วทั้งนั้น

ความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในวันนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากทุกฝ่าย มีความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและตระหนัก ถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนและกำหนดไว้เป็นพระธรรมวินัย

พื้นฐานคือ ‘พุทธบัญญัติ’ ว่า ‘พระภิกษุ’ ห้ามแตะต้องเงินทอง ‘เป็นอาบัติ’ ถ้าตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้และไม่คิดว่าเป็นเพียงบทบัญญัติธรรมดา การกระทำความผิดเกี่ยวกับเงินมันก็จะไม่เกิดขึ้นแต่เพราะคนก็คือคนที่มีความโลภมีความต้องการและไม่มีความสบายใจจึงเกิดปัญหาขึ้น

หากมีการเสนอร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการกระทำความผิดของพระสงฆ์และฆราวาสนอกจากเพิ่มโทษให้มีความรุนแรงแล้วควรนำเอาประเด็นของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพราะการกระทำความผิดในยุคดิจิทัล มีช่องว่างในการกระทำความผิดอีกมากมายที่อาจจะทำได้หากครอบคลุมไปถึงสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ไหนไหนเงินหายแล้วจะล้อมคอกก็คงล้อมให้มันครอบคลุม

แหล่งข่าวจากวงการสงฆ์ มองแนวทางแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ใหม่…แก้ไขปัญหาได้จริงหรือ?

“เรื่องเพิ่มโทษพระทำผิดโยมทำผิดเรื่องเสพเมถุน” เห็นด้วย...ลงโทษได้เลย ส่วนเรื่อง “เงินวัด” ควรอบรมพระระดับเจ้าอาวาสให้รู้จักระเบียบ ระบบ ความจริงทุกวัดต้องมีบัญชีธนาคารวัด คนทำบุญ ผ้าป่า กฐิน เงินที่เขาถวายวัด ต้องเข้าบัญชีวัด และวัดโดยทั่วไปต้องมีบัญชีเพียงแต่บัญชีเดียว แต่จะมีเจ้าของบัญชี 3-4-5 คนก็แล้วแต่พิจารณา

ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจาก เจัาอาวาสถือบัญชีและเบิกแบบไม่มีใครเป็นคนที่เป็นคู่เบิก ดำเนินการเองผู้เดียวไม่มีใครรู้, “ปัญหาเงินวัด” แก้ไม่ยาก ถ้าทำให้ถูกต้อง เงินเพื่อทำบุญเอาเข้าบัญชีวัดแล้วก็จบ ปัญหาคือไม่เข้าบัญชีวัดตามวัตถุประสงค์ ส่วนใหญ่ไปฝากชาวบ้าน...ซึ่งผิด, เรื่องบัญชีธนาคารวัด เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่พระท่านไม่ค่อยศึกษากัน ไปฝากเงินวัดไว้บ้านไว้บัญชีฆราวาสที่ไม่ใช่ของวัดกันหมด ยิ่งตามต่างจังหวัดมักจะมอบให้กรรมการวัด-กรรมการหมู่บ้านเก็บเงิน หรือเก็บไว้บัญชีเจ้าอาวาส ก็เลยเป็นปัญหา

รู้จักระเบียบวินัยทางพระ…ที่ยังเปิดช่องให้แก้เห็นผิดเป็นชอบได้?

คนที่ผิดรุนแรงขั้น ‘สังฆาทิเสส’ เป็นความผิดแบบแก้ไขได้

สังฆาทิเสส = อาบัติ เกือบ ปาราชิก

โทษใหญ่ของพระที่ไม่ได้ถึงขั้นสึก แต่รุนแรงจนต้องก้มกราบขอโทษสงฆ์ทั้งวัด!

ทำอะไรถึงเข้าข่าย?

อาบัติระดับ ‘สังฆาทิเสส’ มี 13 ข้อ

  1. จงใจให้น้ำอสุจิเคลื่อน ยกเว้นฝันเปียก
  2. แตะต้องสัมผัสกายสตรีด้วยความกำหนัด
  3. พูดกับสตรีด้วยวาจาอันชั่วหยาบ
  4. พูดจาให้สตรีบำเรอกามให้
  5. ทำตัวเป็นพ่อสื่อ
  6. สร้างกุฏิด้วยการขอ
  7. มีเจ้าภาพสร้างกุฏิให้แต่ไม่ให้สงฆ์แสดงที่ก่อน
  8. ใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
  9. แกล้งสมมติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
  10. ทำสงฆ์แตกแยก (สังฆเภท)
  11. เข้าข้างภิกษุที่ทำสงฆ์แตกแยก
  12. ภิกษุทำตนเป็นคนหัวดื้อ
  13. ประทุษร้ายตระกูล (ประจบคฤหัสถ์)

พระที่ทำแบบนี้ = ต้องเข้าสู่กระบวนการ ‘มานัต’ (สำนึกผิด + วินัยสงฆ์) โดยต้องแจ้งความผิดต่อสงฆ์ 4 รูป → อยู่ภายใต้การควบคุมวัตร 6 คืน แล้วให้สงฆ์ 20 รูป ร่วมสวดอัพภานเพื่อชำระอาบัติ

(สวดอัพภาน คือ การสวดประกาศของสงฆ์เพื่อรับภิกษุที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสและได้ประพฤติวุฏฐานวิธี เช่น อยู่ปริวาส, มานัต ครบถ้วนแล้ว ให้กลับคืนสู่ความเป็นผู้บริสุทธิ์กล่าวคือ เป็นการชำระภิกษุที่เคยผิดพลาด ให้กลับคืนสู่หมู่คณะ และกลับมาเป็นภิกษุที่บริสุทธิ์ตามพระวินัย)

แต่ถ้าไม่ยอมบอกใคร → ต้องอยู่ปริวาสเท่ากับจำนวนวันที่ปิดบัง เช่น ปิดไว้ 30 วัน = ต้องขออยู่ปริวาส 30 วันก่อนเริ่มมานัต

จริงอยู่…ผิดแล้วกลับใจได้

แต่คำถามคือ…คนที่ทำผิดแบบนี้ รู้สึกละอายไหม?

ถ้ารู้ว่าผิดแล้ว แต่ยังกล้าทำ = บาปคูณสอง

เพราะ ‘สังฆาทิเสส’ ไม่ได้แค่ ‘ผิดวินัย’ แต่มันสะเทือนถึงความเชื่อ, ความศรัทธา และหน้าที่ของ ‘คนในผ้าเหลือง’

เป็นพระไม่ใช่แค่ห่มผ้า แต่ต้องรักษาศีล รักษาวินัย ไม่ใช่ทำผิดแล้วแอบปิดบัง…

สุดท้าย ‘พระดีๆ’ ต้องมารับเคราะห์ เพราะคนบางคน…ไม่ละอายต่อบาป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์