แก้ ‘พ.ร.บ.สงฆ์’ กัน ‘เงินหาย’ ได้จริง? หรือแค่ล้อมคอก ‘พระนอกแถว’
ปรากฏการณ์ ‘สีกากอล์ฟ’ ที่ทำให้ ‘พระสังฆาธิการ’ หรือพระชั้นผู้ใหญ่ระดับพระราชาคณะชั้นเทพต้อง ‘สึกชุดใหญ่’ ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้สะท้อนแค่ปัญหาความสัมพันธ์ ระหว่าง ‘ผู้หญิงกับพระ’ หากพิจารณาลึกลงไปปัญหานี้มาจากเรื่อง ‘พระ’ กับ ‘เงิน’
สิ่งที่ออกมาจากที่ประชุมมหาเถระสมาคมคือการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนา เพื่อปิดช่องโหว่ ที่ไม่มีกฎหมายและบทลงโทษทั้งแพ่งและอาญากับฆราวาสและพระสงฆ์ กรณีเสพเมถุน และเอาผิดทั้งคนที่เข้ามาทำความผิด และพระสงฆ์
นอกจากให้วัดทำบัญชี ส่งให้สำนักงานพระพุทธศาสนา จัดระเบียบในการฝากเงินและเก็บเงินของพระและวัด ยังมีเนื้อหาเอาผิดพระและฆราวาสที่ทำให้ศาสนาเสื่อม เช่น พระ–ฆราวาส ที่ทำให้พระศาสนาเสื่อม เช่น พระภิกษุที่อาบัติปาราชิก ต้องจำคุก 1–7 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 20,000–140,000 บาท ฆราวาสที่สมัครใจเสพเมถุนกับพระหรือเณร มีโทษจำและปรับเช่นเดียวกัน
ที่ผ่านมาการกระทำความผิดของพระสงฆ์ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในการที่ว่าได้กระทำความผิดหรือไม่ เพราะต้องเอาหลักพระธรรมวินัยมาเป็นเครื่องเปรียบเทียบ ที่สำคัญที่สุดคือหลักฐานพยานจะต้องรัดกุม
หากร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ ได้รับการแก้ไขและผ่านความเห็นชอบ จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับการเสพเมถุนไม่ใช่ความผิดทางพระวินัยเพียงด้านเดียว แต่จะผิดกฎหมายและมีโทษ ทั้งจำคุกและปรับ ขณะเดียวกันจะทำให้คนที่คิดกระทำทั้งผู้กระทำที่เป็นสงฆ์และฆราวาส ต้องตระหนักให้มาก ผลของการกระทำไม่ใช่เพียงแค่การรับผิดชอบด้วยการสึก แต่จะมีผลทางกฎหมายตามมา
บทบัญญัติของกฎหมายใหม่อาจครอบคลุมถึงเรื่องของการใบ้หวยและการ พระอวดอุตริมนุษยธรรม คือโอ้อวดสิ่งที่ไม่ได้มีจริงในตน เพื่อให้คนหลงเชื่อและเกิดผลประโยชน์ ในสิ่งที่หลอกลวงประชาชนก็ถือเป็นความผิดมีโทษทั้งจำและปรับ
ทั้งหมดก็คือการวัวหายล้อมคอก บทบัญญัติอาจจะสร้างความตื่นกลัว ในการกระทำความผิดได้บางส่วน ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่จิตสำนึกของคนที่พึงมี กฎหมายจะรุนแรงสักเพียงใดก็ไม่สำคัญเท่า คุณธรรมในจิตใจคน ก็คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ซึ่งความจริงสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระก็เคยเรียนเคยท่องมาแล้วทั้งนั้น
ความวุ่นวายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในวันนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากทุกฝ่าย มีความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและตระหนัก ถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนและกำหนดไว้เป็นพระธรรมวินัย
พื้นฐานคือ ‘พุทธบัญญัติ’ ว่า ‘พระภิกษุ’ ห้ามแตะต้องเงินทอง ‘เป็นอาบัติ’ ถ้าตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้และไม่คิดว่าเป็นเพียงบทบัญญัติธรรมดา การกระทำความผิดเกี่ยวกับเงินมันก็จะไม่เกิดขึ้นแต่เพราะคนก็คือคนที่มีความโลภมีความต้องการและไม่มีความสบายใจจึงเกิดปัญหาขึ้น
หากมีการเสนอร่างกฎหมายเพื่อป้องกันการกระทำความผิดของพระสงฆ์และฆราวาสนอกจากเพิ่มโทษให้มีความรุนแรงแล้วควรนำเอาประเด็นของเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพราะการกระทำความผิดในยุคดิจิทัล มีช่องว่างในการกระทำความผิดอีกมากมายที่อาจจะทำได้หากครอบคลุมไปถึงสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ไหนไหนเงินหายแล้วจะล้อมคอกก็คงล้อมให้มันครอบคลุม
แหล่งข่าวจากวงการสงฆ์ มองแนวทางแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์ใหม่…แก้ไขปัญหาได้จริงหรือ?
“เรื่องเพิ่มโทษพระทำผิดโยมทำผิดเรื่องเสพเมถุน” เห็นด้วย...ลงโทษได้เลย ส่วนเรื่อง “เงินวัด” ควรอบรมพระระดับเจ้าอาวาสให้รู้จักระเบียบ ระบบ ความจริงทุกวัดต้องมีบัญชีธนาคารวัด คนทำบุญ ผ้าป่า กฐิน เงินที่เขาถวายวัด ต้องเข้าบัญชีวัด และวัดโดยทั่วไปต้องมีบัญชีเพียงแต่บัญชีเดียว แต่จะมีเจ้าของบัญชี 3-4-5 คนก็แล้วแต่พิจารณา
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจาก เจัาอาวาสถือบัญชีและเบิกแบบไม่มีใครเป็นคนที่เป็นคู่เบิก ดำเนินการเองผู้เดียวไม่มีใครรู้, “ปัญหาเงินวัด” แก้ไม่ยาก ถ้าทำให้ถูกต้อง เงินเพื่อทำบุญเอาเข้าบัญชีวัดแล้วก็จบ ปัญหาคือไม่เข้าบัญชีวัดตามวัตถุประสงค์ ส่วนใหญ่ไปฝากชาวบ้าน...ซึ่งผิด, เรื่องบัญชีธนาคารวัด เป็นเรื่องง่าย ๆ แต่พระท่านไม่ค่อยศึกษากัน ไปฝากเงินวัดไว้บ้านไว้บัญชีฆราวาสที่ไม่ใช่ของวัดกันหมด ยิ่งตามต่างจังหวัดมักจะมอบให้กรรมการวัด-กรรมการหมู่บ้านเก็บเงิน หรือเก็บไว้บัญชีเจ้าอาวาส ก็เลยเป็นปัญหา
รู้จักระเบียบวินัยทางพระ…ที่ยังเปิดช่องให้แก้เห็นผิดเป็นชอบได้?
คนที่ผิดรุนแรงขั้น ‘สังฆาทิเสส’ เป็นความผิดแบบแก้ไขได้
สังฆาทิเสส = อาบัติ เกือบ ปาราชิก
โทษใหญ่ของพระที่ไม่ได้ถึงขั้นสึก แต่รุนแรงจนต้องก้มกราบขอโทษสงฆ์ทั้งวัด!
ทำอะไรถึงเข้าข่าย?
อาบัติระดับ ‘สังฆาทิเสส’ มี 13 ข้อ
- จงใจให้น้ำอสุจิเคลื่อน ยกเว้นฝันเปียก
- แตะต้องสัมผัสกายสตรีด้วยความกำหนัด
- พูดกับสตรีด้วยวาจาอันชั่วหยาบ
- พูดจาให้สตรีบำเรอกามให้
- ทำตัวเป็นพ่อสื่อ
- สร้างกุฏิด้วยการขอ
- มีเจ้าภาพสร้างกุฏิให้แต่ไม่ให้สงฆ์แสดงที่ก่อน
- ใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
- แกล้งสมมติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล
- ทำสงฆ์แตกแยก (สังฆเภท)
- เข้าข้างภิกษุที่ทำสงฆ์แตกแยก
- ภิกษุทำตนเป็นคนหัวดื้อ
- ประทุษร้ายตระกูล (ประจบคฤหัสถ์)
พระที่ทำแบบนี้ = ต้องเข้าสู่กระบวนการ ‘มานัต’ (สำนึกผิด + วินัยสงฆ์) โดยต้องแจ้งความผิดต่อสงฆ์ 4 รูป → อยู่ภายใต้การควบคุมวัตร 6 คืน แล้วให้สงฆ์ 20 รูป ร่วมสวดอัพภานเพื่อชำระอาบัติ
(สวดอัพภาน คือ การสวดประกาศของสงฆ์เพื่อรับภิกษุที่ต้องอาบัติสังฆาทิเสสและได้ประพฤติวุฏฐานวิธี เช่น อยู่ปริวาส, มานัต ครบถ้วนแล้ว ให้กลับคืนสู่ความเป็นผู้บริสุทธิ์กล่าวคือ เป็นการชำระภิกษุที่เคยผิดพลาด ให้กลับคืนสู่หมู่คณะ และกลับมาเป็นภิกษุที่บริสุทธิ์ตามพระวินัย)
แต่ถ้าไม่ยอมบอกใคร → ต้องอยู่ปริวาสเท่ากับจำนวนวันที่ปิดบัง เช่น ปิดไว้ 30 วัน = ต้องขออยู่ปริวาส 30 วันก่อนเริ่มมานัต
จริงอยู่…ผิดแล้วกลับใจได้
แต่คำถามคือ…คนที่ทำผิดแบบนี้ รู้สึกละอายไหม?
ถ้ารู้ว่าผิดแล้ว แต่ยังกล้าทำ = บาปคูณสอง
เพราะ ‘สังฆาทิเสส’ ไม่ได้แค่ ‘ผิดวินัย’ แต่มันสะเทือนถึงความเชื่อ, ความศรัทธา และหน้าที่ของ ‘คนในผ้าเหลือง’
เป็นพระไม่ใช่แค่ห่มผ้า แต่ต้องรักษาศีล รักษาวินัย ไม่ใช่ทำผิดแล้วแอบปิดบัง…
สุดท้าย ‘พระดีๆ’ ต้องมารับเคราะห์ เพราะคนบางคน…ไม่ละอายต่อบาป





