กลายเป็นเรื่องราวที่ได้รับความสนใจบนโลกออนไลน์หลังผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Thanaphat Pakdeerak ออกมาเผยแพร่คลิปวิดีโอเล่าถึงประสบการณ์ของตัวเอง หลังพบว่าติดเชื้อ ฝีดาษลิง หรือฝีดาษวานร (Mpox) ซึ่งเป็นโรคที่หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ แต่ยังไม่เข้าใจว่าโรคนี้มีอาการอย่างไร และสามารถติดต่อกันได้ด้วยวิธีไหนบ้าง
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจจากประสบการณ์ที่เจ้าตัวเล่าคือ ช่วงที่เริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจติดเชื้อฝีดาษลิงจึงนำข้อสงสัยไปสอบถามแพทย์ระหว่างเข้ารับการตรวจ แต่กลับได้รับคำตอบว่าไม่น่าจะใช่โรคดังกล่าว เพราะหากเป็นจริงก็คงเป็นเรื่องใหญ่ ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะพบว่าตัวเองติดเชื้อฝีดาษลิงจริง
เรื่องราวนี้ทำให้เกิดคำถามถึงการสังเกตอาการและการวินิจฉัยโรค เพราะฝีดาษลิงมีอาการบางอย่างคล้ายกับโรคอื่น เช่น อีสุกอีใส เริม หรือซิฟิลิส จึงอาจแยกโรคจากลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวได้ยาก อย่างไรก็ตามจากเรื่องเล่าดังกล่าวยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดความผิดพลาดในการวินิจฉัยหรือไม่เนื่องจากต้องพิจารณาอาการและข้อมูลการตรวจในขณะนั้นประกอบด้วย
แล้วฝีดาษลิงคืออะไร และอันตรายแค่ไหน?
ฝีดาษลิง หรือ Mpox เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส Monkeypox virus ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษ แม้ชื่อโรคจะมีคำว่าลิงแต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะต้องได้รับเชื้อจากลิงเท่านั้น เพราะโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้เช่นกัน
วิธีติดต่อที่สำคัญคือ การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ เช่น การสัมผัสผื่น ตุ่มน้ำ แผล หรือสารคัดหลั่งจากร่างกาย รวมถึงการกอด จูบ และมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังอาจติดเชื้อจากการใช้สิ่งของที่ปนเปื้อนร่วมกัน เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องนอน และการอยู่ใกล้ชิดแบบเผชิญหน้ากันเป็นเวลานานก็อาจเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามฝีดาษลิงไม่ได้ติดต่อกันง่ายจากการเดินผ่านหรืออยู่ในสถานที่เดียวกับผู้ติดเชื้อโดยไม่มีการสัมผัสใกล้ชิด และที่สำคัญ โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่ใช่โรคของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ
อาการของฝีดาษลิงเป็นอย่างไร?
โดยทั่วไปหลังได้รับเชื้ออาจใช้เวลาประมาณ 5–21 วันจึงเริ่มแสดงอาการ ผู้ป่วยบางรายอาจเริ่มจากมีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ก่อนจะมีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง ขณะที่บางรายอาจมีผื่นเป็นอาการแรกโดยไม่มีไข้นำมาก่อน
ผื่นของฝีดาษลิงอาจเริ่มจากตุ่มแดง ก่อนพัฒนาเป็นตุ่มน้ำหรือตุ่มหนอง และค่อยๆ แห้งตกสะเก็ด โดยสามารถพบได้ตามใบหน้า มือ เท้า ลำตัว ภายในช่องปาก อวัยวะเพศ และบริเวณทวารหนัก ผู้ป่วยบางคนมีตุ่มเพียงไม่กี่จุด ขณะที่บางคนอาจมีผื่นกระจายหลายตำแหน่งและอาจมีอาการเจ็บปวดร่วมด้วย
หากมีอาการน่าสงสัยโดยเฉพาะหลังสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือผู้ที่มีผื่นผิดปกติควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งอาการและประวัติความเสี่ยงตามจริง เพราะการยืนยันโรคจำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยวิธีที่แนะนำคือการตรวจ PCR จากตัวอย่างบริเวณผื่นหรือตุ่ม ไม่สามารถตัดสินได้จากการดูผื่นเพียงอย่างเดียว
ฝีดาษลิงป้องกันได้หรือไม่?
โรคนี้สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มผิดปกติ ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หรือเครื่องนอนร่วมกับผู้ติดเชื้อ และหมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์เป็นประจำ
สำหรับการมีเพศสัมพันธ์ควรพูดคุยกับคู่นอนเกี่ยวกับอาการผิดปกติหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หากมีอาการสงสัย โดยการใช้ถุงยางอนามัยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถป้องกันฝีดาษลิงได้ทั้งหมดเพราะเชื้อสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณอื่นได้ด้วย
ปัจจุบันยังมีวัคซีนสำหรับป้องกันฝีดาษลิง โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อซึ่งควรปรึกษาสถานพยาบาลเพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีน
หากติดเชื้อแล้วรักษาอย่างไร?
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกและกรมควบคุมโรคระบุว่า ผู้ป่วยฝีดาษลิงส่วนใหญ่สามารถหายได้ภายใน 2–4 สัปดาห์ โดยการรักษาจะเน้นดูแลตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ บรรเทาอาการปวด ดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงดูแลผื่นและแผลให้สะอาดเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
แต่สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง เช่น ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เด็กเล็กและหญิงตั้งครรภ์อาจต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีรักษาเพิ่มเติม รวมถึงการใช้ยาต้านไวรัสในบางกรณีตามข้อบ่งชี้
ระหว่างป่วยควรแยกตัวจากผู้อื่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด และไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกันจนกว่าตุ่มและแผลทั้งหมดจะหาย สะเก็ดหลุดออก และมีผิวหนังใหม่ขึ้นมาปกคลุมแล้ว เพราะในช่วงที่ยังมีแผลผู้ป่วยยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้
แม้ฝีดาษลิงจะเป็นโรคที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาจนหายได้แต่ก็ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากมีอาการรุนแรง เช่น ปวดมาก กินหรือดื่มไม่ได้ หายใจลำบาก หรือมีอาการผิดปกติบริเวณดวงตา ควรรีบเข้ารับการรักษาโดยเร็ว
ท้ายที่สุดประสบการณ์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดเผยเรื่องราวความเจ็บป่วยของตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้สังคมหันมาทำความเข้าใจฝีดาษลิงให้มากขึ้น เพราะการรู้จักอาการ สังเกตความผิดปกติของร่างกาย และเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสม อาจช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้นพร้อมลดโอกาสแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น
ที่สำคัญการติดเชื้อไม่ควรเป็นเหตุให้ผู้ป่วยถูกตำหนิหรือตีตรา เพราะสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการคือการเข้าถึงการตรวจรักษา ความเข้าใจ และการดูแลอย่างถูกต้อง




