จากเหตุเพลิงไหม้ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ซึ่งส่งผลให้มี ผู้เสียชีวิต 32 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 73 ราย กลายเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การตรวจสอบทั้งในมิติของผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ และข้อจำกัดของกฎหมาย หลังพบประเด็นที่ต้องตรวจสอบ เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยภายในร้าน ทั้งเส้นทางหนีไฟ การดัดแปลงพื้นที่ และรูปแบบการประกอบกิจการที่อยู่ระหว่างเส้นแบ่งของ ‘ร้านอาหาร’ กับ ‘สถานบริการ’
สำหรับหน่วยงานสำคัญที่ลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้า ทั้ง ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ ‘พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์’ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ขณะนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและพนักงานสอบสวน แต่มีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งสภาพสถานที่ ระบบความปลอดภัย และการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้เกี่ยวข้อง
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ คือ เส้นทางหนีไฟและสิ่งกีดขวางภายในร้าน โดย ‘ชัชชาติ’ มีความเห็นว่า เบื้องต้นพบผู้ประสบเหตุจำนวนหนึ่งอยู่บริเวณทางหนีไฟ โดยเฉพาะบริเวณห้องน้ำ ซึ่งพบว่ามีสิ่งของกีดขวาง อาทิ โต๊ะจำหน่ายสินค้าและกล่องเครื่องดื่ม ขณะที่ ‘ผบ.ตร.’ ระบุเพิ่มเติมว่า พบทางออกบางจุดที่ต้องตรวจสอบว่าสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ รวมถึงทางเดินที่ถูกวางสิ่งของจนมีความแคบ ซึ่งต้องพิสูจน์ว่ามีส่วนทำให้การอพยพล่าช้า หรือส่งผลต่อความรุนแรงของเหตุการณ์หรือไม
อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับการล็อกหรือปิดกั้นประตูทางหนีไฟ หลังมีข้อมูลจากผู้พบเห็นเหตุการณ์ว่าอาจมีการปิดประตูบางจุด โดย ‘นายกฯ’ ระบุว่ายังไม่ควรสรุปหรือชี้นำ เนื่องจากอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวน
ขณะที่ตำรวจเตรียมสอบพยาน รวมถึงเจ้าหน้าที่กู้ภัยและดับเพลิง เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง หากพบว่ามีประตูทางออกแต่ไม่สามารถใช้งานได้จริง อาจเข้าข่ายเป็นประเด็น ‘ความประมาท’ ที่ต้องพิจารณาความรับผิด
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบ ‘โครงสร้างอาคารและการดัดแปลงพื้นที่' หลังพบว่าจุดต้นเพลิงอยู่บริเวณเหนือเวที ซึ่งมีการตกแต่งจำนวนมาก โดยตำรวจเตรียมตรวจสอบวัสดุที่ใช้ ระบบไฟฟ้า การเดินสายไฟ อุปกรณ์ตัดไฟ รวมถึงประวัติการต่อเติมอาคาร ว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่
ในเรื่อง ‘กฎหมาย’ เนื่องจาก ‘โรงเบียร์’ ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุได้รับอนุญาตในลักษณะ ‘ร้านอาหาร’ ไม่ใช่ ‘สถานบริการ’ แม้รูปแบบการใช้งานจะมีการแสดงดนตรีและมีลักษณะคล้ายสถานบันเทิง ซึ่ง ‘อนุทิน’ และ ‘ชัชชาติ’ ต่างระบุว่า การจำแนกประเภทกิจการต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่คำถามว่า หากสถานประกอบการดำเนินกิจกรรมที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ แต่ใช้ใบอนุญาตร้านอาหาร จะทำให้มาตรฐานด้านความปลอดภัยแตกต่างกันหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างอาคาร ระบบป้องกันอัคคีภัย วัสดุตกแต่ง และมาตรการรองรับเหตุฉุกเฉิน ซึ่งสถานบริการมีกฎหมายกำหนดมาตรฐานเฉพาะด้านมากกว่าในบางประเด็น
โดยทั้ง 3 ฝ่ายจึงมีจุดร่วมตรงกันว่า เหตุการณ์นี้อาจไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะของสถานประกอบการแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่สะท้อนถึงความจำเป็นในการทบทวนระบบตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะสถานประกอบการที่อยู่ระหว่างรอยต่อของ ‘ร้านอาหาร’ และ ‘สถานบริการ’ เพื่อให้การกำกับดูแลมีความชัดเจนมากขึ้น
ขณะที่การดำเนินคดีในขณะนี้ ตำรวจตั้งแนวทางสอบสวนในประเด็น ‘ความประมาท’ เป็นหลัก โดยจะพิจารณาความรับผิดของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบการ ผู้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างหรือดัดแปลง รวมถึงความถูกต้องของการอนุญาตและการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย
ท้ายที่ เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า ‘ใครต้องรับผิด’ แต่ยังนำไปสู่คำถามสำคัญว่า กฎหมายและระบบตรวจสอบในปัจจุบัน สามารถรองรับรูปแบบสถานประกอบการที่มีลักษณะผสมระหว่างร้านอาหารและสถานบันเทิงได้มากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอยในอนาคต






